บทที่ 4
มารู้จัก I.Q. E.Q. M.Q.,และสมาธิ
1. ไอคิว - I.Q. - เชาว์ปัญญา (Intelligence Quotient )
ความหมายและความสำคัญ
หมายถึงความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้ การปรับตัวต่อปัญหาอย่างเหมาะสมและความสามารถในอันที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมีคุณค่าทางสังคม สามารถคิดอย่างมีเหตุผลสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
พัฒนาการของเชาวน์ปัญญา
เชาวน์ปัญญาเป็นสิ่งที่บุคคลแต่ละคนมีติดตัวมาแต่กำเนิดและพัฒนาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามระดับอายุและสิ่งแวดล้อม
เชาวน์ปัญญาของแต่ละคนจะมีลักษณะที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายอย่าง เช่น
1. พันธุ์กรรมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อแม่ คนเราจะมีเชาวน์ปัญญาดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับพันธุ์กรรม 80% สิ่งแวดล้อม 20%
2. ความสมบูรณ์ของสมองและระบบประสาท
3. สิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้น และส่งเสริมให้บุคคลได้มี โอกาสเรียนรู้เช่น
อายุ ระดับอายุที่พัฒนาการของเชาวน์ปัญญาถึงขั้นสูงสุดคือระหว่างอายุ 15-25 ปี เชาวน์ปัญญาเมื่อพัฒนาถึงขั้นสูงสุดจะค่อยๆเสื่อมลงตามวัย แต่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แทบสังเกตไม่ได้ การเสื่อมของเชาวน์ปัญญา ในแต่ละด้านอาจเสื่อมเร็วและช้าไม่เท่ากัน
ระดับเชาวน์ปัญญา
การจัดระดับเชาวน์ปัญญาเป็นเพียงการแสดงการเปรียบเทียบให้ทราบว่าบุคคลหนึ่ง มีความสามารถอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับอายุ เมื่อเทียบกับบุคคลที่อยู่ในระดับอายุเดียวกัน
เชาวน์ปัญญา เป็นสิ่งที่สามารถกระตุ้น ส่งเสริมให้พัฒนาได้ ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจเด็กและช่วยกระตุ้น ส่งเสริมพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเด็กอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาเชาวน์ปัญญาของเขาเท่าที่มีอยู่อย่างเต็มที่
ระดับเชาวน์ปัญญากับความสามารถรับการศึกษา
ประกอบอาชีพและการปรับตัว
|
|
|
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาเอก
|
|
|
|
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาโท
|
|
|
สูงกว่าปกติหรือค่อนข้างฉลาด
|
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาตรี หรือมีโอกาส จบมหาวิทยาลัยได้
|
|
|
|
เป็นไอคิวเฉลี่ยของประชากรปกติ ส่วนใหญ่มีความสามารถปานกลางเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายได้
|
|
|
|
เชาวน์ปัญญาต่ำที่สามารถรับการ ศึกษาพิเศษสำหรับเด็กเรียนช้าๆ
|
|
|
ระดับเชาวน์ปัญญาก้ำกึ่ง ระหว่างปัญญาทึบกับปัญญาอ่อน
|
เชาว์ปัญญาต่ำมาก สามารถประกอบอาชีพประเภทช่างฝีมือได้
|
|
|
|
มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 7-10 ปี อาจพอรับรู้การศึกษาได้ ในระดับประถมต้น ป.1-ป.4 โดยเรียนอยู่ในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียน การศึกษาพิเศษเฉพาะ ประกอบอาชีพที่ไม่ต้องความรับผิดชอบสูง หรืองาน ประเภทช่างฝีมือง่ายๆ
|
|
35-49
|
ปัญญาอ่อนปานกลาง
|
มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็ก อายุ 4-7 อาจอ่านเขียนได้เล็กน้อย แต่เรียนรู้ได้ช้า ไม่สามารถเรียน ในโรงเรียนปกติได้ ควรเรียน ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะ ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสมอาจพอดูแลตนเองในชีวิต ประจำวันได้ และทำงานง่ายๆภายใต้การควบคุมดูแล
|
|
20-34
|
ปัญญาอ่อนมาก
|
มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 3 ปี เรียนหนังสือไม่ได้ มีความบกพร่องเห็นได้ชัดในพฤติกรรม การปรับตัวและอาจมีพัฒนาการบกพร่องในด้านภาษาการรับรู้ การดำรงชีวิต ต้องอยู่ภายใต้การดูแล เช่นเดียวกับเด็กเล็ก
|
|
ต่ำกว่า 20
ลงไป
|
ปัญญาอ่อน มากที่สุด
|
มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 1-2 ปี ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องมีผู้ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
|
ความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) เป็นความสามารถทางด้านอารมณ์
ประกอบด้วย 2 ด้าน และ 5 องค์ประกอบคือ (วรพล คงแก้ว ,2543)
1. ด้านส่วนบุคคล ประกอบด้วย
1.1 การตระหนักรู้ความรู้สึก – อารมณ์ของตน
1.2 การบริหารอารมณ์ของตน
1.3 การสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง
2. ด้านทางสังคม ประกอบด้วย
2.1 การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น – รู้เท่าทันความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่นสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเรา
2.2 ความสามารถในการจัดการ สร้างและรักษาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น
1. ด้านส่วนบุคคล ประกอบด้วย
1.1 การตระหนักรู้ความรู้สึก – อารมณ์ของตน หมายถึง ความสามารถที่จะรับรู้ และเข้าใจ ความรู้สึก ความคิดและอารมณ์ของตนเอง สามารถสำรวจตนเองรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง ประเมินตนเอง ได้ตามความเป็นจริง รู้จุดเด่น จุดด้อยของตนเอง
1.2 การบริหารจัดการอารมณ์ของตน หมายถึง ความสามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม สามารถในการควบคุมตนเองเป็นคนที่น่าไว้วางใจมีคุณธรรม มีความสามารถในการปรับตัว และมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตได้
1.3 การสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง หมายถึง การมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองในแง่ดี มีแรงจูงใจพยายามปรับปรุงให้ดี มีความยึดมั่นกับเป้าหมายของกลุ่ม มีความคิดริเริ่ม สามารถเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคได้อย่างไม่ย่อท้อ จนสำเร็จตามเป้าหมาย
2. ด้านทางสังคม ประกอบด้วย
2.1 การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น หมายถึง รู้เท่าทันความรู้สึก และความต้องการของผู้อื่น สามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราห่วงใยผู้อื่น ช่วยสามารถพัฒนาให้เขามีความรู้ความสามารถให้ถูกทาง ให้โอกาสผู้อื่นมองเห็นความแตกต่างของคน และไม่ถือเขาถือเรา
2.2 ความสามารถในการจัดการ สร้างและรักษาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่น สามารถแสวงหาความร่วมมือจากผู้อื่นได้ มีความสามารถโน้มน้าว จูงใจผู้อื่นได้มีความเป็นผู้นำกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สามารถบริหารความขัดแย้งหาข้อยุติขัดแย้งได้อย่างเหมาะสมมีการทำงานเป็นทีม ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายได้
ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ (กรมสุขภาพจิต,คู่มือความฉลาดทางอารมณ์,โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย,2543)
1. พันธุกรรมและพื้นฐานทางอารมณ์
พันธุกรรม คือตัวกำหนดให้มนุษย์ทุกคนมีลักษณะพื้นอารมณ์ที่แตกต่างกัน
ไปและพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดก็จะเป็นส่วนยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมอารมณ์ บุคลิก
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมขณะอยู่ในครรภ์ ก็มีส่วนไม่น้อยต่อการสร้างพื้นอารมณ์ของลูก เช่น แม่ที่มักมีความเครียด อาจจะทำให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ไม่ดี ขี้โมโห เลี้ยงยาก ส่วนแม่ที่อารมณ์ดีมีความสบายกายสบายใจในขณะตั้งครรภ์ ก็มักจะได้ลูกที่เป็นเด็กเลี้ยงง่ายร่าเริง
2. สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู
พื้นอารมณ์ที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นปัจจัยที่ติดตัวมาไม่สามารถจ
เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ก็จริง แต่การเลี้ยงดูในสภาพที่เหมาะสมกับอารมณ์ก็สามารถจะช่วยพัฒนากล่อมเกลาและควบคุมพื้นอารมณ์ด้านลบได้ ขณะเดียวกันก็สามารถจะส่งเสริมพื้นอารมณ์ด้านบวกให้ดีโดดเด่นยิ่ง ๆ ขึ้นไป เด็กที่มีพื้นอารมณ์ไม่ดี ถ้าไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่เข้าใจก็อาจจะไปกระตุ้นให้อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านั้น เติบโตจนฝังรากลึก ไร้การควบคุม กลายเป็นปัญหาทั้งต่อตนเองและสังคมที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าพ่อแม่เข้าใจในธรรมชาติของเด็กก็ยังสามารถจะชดเชยหรือควบคุมส่วนที่ด้อยไม่ให้มีอิทธิพลหรือเป็นปัญหาในการดำเนินชีวิต
ขณะนี้ความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) กำลังเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไป เพราะการศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ ช่วยให้บุคคลมีความเข้าใจ และเริ่มตะหนักว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ เช่น การเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิตทางสังคม จะต้องอาศัยองค์ประกอบทางด้านความฉลาดทางอารมณ์( E.Q.) ด้วย และเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) จะช่วยทำให้บุคคลเรียนรู้โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ สามารถเข้าใจ และจัดการอารมณ์ตนเองได้ และการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นมีผลต่อการดำรงชีวิตในสังคม สามารถสื่อสารกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ตลอดจนมีแรงจูงใจที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆอย่างสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือ คนที่เรียนรู้เรื่องอารมณ์ จะทำให้รู้จักการรักษาความสมดุลย์ระหว่างความมีเหตุผลกับอารมณ์
(คมเพชร : 2543)
จากแนวคิดต่าง ๆ ที่เสนอมาแล้วข้างต้น จึงทำให้การศึกษาเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) เริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยความเชื่อแนวใหม่นี่จะเน้นว่า คนที่จะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีทั้งระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.) และมีความฉลาดทางอารมณ์( E.Q.) ประกอบกัน จึงมีการศึกษาเรื่องความฉลาดทางอารมณ์( E.Q.) มากขึ้นตามลำดับ มีการแยกแยะความสำเร็จด้านต่าง ๆ ว่า แต่ละกิจกรรมนั้น ตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จ ควรเป็นความสามารถประเภทใด ตัวอย่างเช่น
ความสำเร็จในด้านการเรียน ปัจจัยที่ส่งผลมาก คือ ระดับเชาว์ปัญญา(I.Q.)
ความสำเร็จในด้านการแก้ปัญหาแต่ละด้าน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.)
ความสำเร็จในด้านการรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
ความสำเร็จในด้านปรับตัว ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
ความสำเร็จในด้านการปกครองตน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
ความสำเร็จในด้านชีวิตคู่ ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
ความสำเร็จในด้านการทำงาน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือระดับเชาว์ปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
(ทศพร ประเสริฐสุข:2542 )
3. เอ็มคิว -M.Q.- ความฉลาดทางจริยธรรมและศีลธรรม (Moral Quotient)
คำว่า
ความหมายและความสำคัญ
หมายถึงระดับความฉลาดทางจริยธรรมและศีลธรรม เป็นความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้และปฏิบัติตนในด้าน จริยธรรมและศีลธรรม ตามกรอบประเพณีที่ดีงามของศาสนา,วัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ทั้งสามารถปฏิบัติต่อบุคคลอื่นภายใต้ข้อบัญญัติที่ดีงามเหล่านั้นด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักความเมตตา มีความประพฤติที่ชอบธรรม มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยากให้ผู้อื่นได้รับสิ่งที่ดี มีความเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีจิตสงบวางเฉยไม่ยินดี ไม่ส่งเสริม ต่อสิ่งที่จะทำลายคุณธรรมที่ดีงาม รู้จักนำหลักธรรมมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสำหรับตนและบุคคลอื่นได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาจิตใจด้วยการปฏิบัติทางจิตให้สงบเป็นสมาธิสำหรับตนเองและบุคคลอื่นอีกด้วย
พัฒนาการของความฉลาดทางจริยธรรมและศีลธรรม
ความฉลาดทางจริยธรรมและศีลธรรม ของแต่ละคนซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายอย่าง เช่น
1. กรอบประเพณีของศาสนา,วัฒนธรรมและค่านิยมของสังคม
2. ระดับของจริยธรรมและศีลธรรมของครอบครัวและสถานศึกษา ที่ทำการกล่อมเกลา
3.การฝักใฝ่ในการฝึกฝนพัฒนาตนทางด้านจริยธรรมและศีลธรรม
4. ความสามารถทางด้านการพัฒนาจิตใจและสมาธิ
4.สมาธิ(Meditation)
ความหมาย คือ สภาวะที่จิตมีความสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว มีความสำรวมใจตั้งมั่นแน่วแน่ มีพลังอยู่ในอารมณ์เดียว สามารถที่จะควบคุมตนเองได้ดี มีสติและระลึกได้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งในสิ่งนั้น
ประโยชน์ของผู้ฝึกสมาธิ (พระราชวรมุนี) จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจและบุคลิกภาพเข็มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นิ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุณา มองดูรู้จักตนเอง และผู้อื่นตามความเป็นจริง จิตอยู่ในสภาพพร้อมต่อการปลูกรับการปลูกฝังคุณธรรมต่าง ๆ และส่งเสริมให้มีนิสัยที่ดี รู้จักทำใจให้สงบ สามารถยับยั้งความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ มีความมั่นคงทางอารมณ์ช่วยให้สติรู้เท่าทันพฤติกรรมทางวาจา ความรู้สึกนึกคิด และภาวะจิตที่เกิดขึ้นอีกด้วย
จากแนวคิดต่าง ๆ ที่เสนอมาแล้วข้างต้น ทำให้เกิดความเชื่อแนวใหม่นี่จะเน้นว่า คนที่จะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีทั้งระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.) ความฉลาดทางอารมณ์( E.Q.)และความฉลาดทางจริยธรรมศีลธรรม เดินเคียงคู่ไปด้วยกันโดยอยู่ภายใต้ความมีสติและสมาธิเป็นเครื่องควบคุม ซึ่งมรรควิถีแห่งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ได้อย่างเต็มที่
พัฒนาศักยภาพมนุษย์ (I.Q.,E.Q.,M.Q.) ด้วยคลื่นเสียง เป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำเอาพลังคลื่นเสียงจากดนตรีมาช่วยในการพัฒนาศักยภาพสมองและศักยภาพมนุษย์ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าคลื่นเสียงจากดนตรีสามารถช่วยกล่อมเกลาให้จิตใจเกิดความละเอียดอ่อน,พัฒนาสุนทรียภาพทางอารมณ์ ,พัฒนาสมาธิ ทำให้จิตใจเกิดความเยือกเย็นสุขุมคัมภีร์ภาพ ขยายขีดความสามารถในการทำหน้าที่ของสมอง,ระบบประสาท ทำให้ความทรงจำดี สมองเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และการทำงานให้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ มีบุคลิกภาพที่ดีมีการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม นอกจากนี้นำไปใช้ในการพัฒนาตน พัฒนาการสื่อสาร แสดงความรู้สึกเอื้ออาทรและความเห็นใจบุคคลอื่น ทำให้สัมพันธภาพส่วนบุคคลดีขึ้นอันเป็นการสร้างศักยภาพความสำเร็จส่วนตัวในด้านมนุษย์สัมพันธ์ของบุคคลและการทำงาน นอกจากนี้ดนตรีที่ให้คลื่นเสียงพิเศษเช่น กลุ่มดนตรีสวรรค์ยังช่วยยกระดับศักยภาพการทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกายของมนุษย์ทำให้มีร่างกายมนุษย์มีศักยภาพสูงขึ้นกว่าคนปกติอีกด้วย