ReadyPlanet.com
dot dot
ชมรมสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งประเทศไทย




พัฒนา E.Q. ด้วยเสียงเพลง

 

 

 

พัฒนาE.Q. ด้วยเสียงเพลง
พิมพ์ครั้งที่ 1  ปีที่พิมพ์ 2543
 
 
สารบัญ
 
                                                                                  หน้า
บทนำ                                                                                                          5      
บทที่ 1        ทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา                                                               7
บทที่ 2        สมองอวัยวะมหัศจรรย์ของมนุษย์                                             8
บทที่ 3        สมองสองซีกอัจฉริยะที่ซ่อนเร้น                                              19
บทที่ 4         อิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงทาง                        28    
                  สรีรวิทยาและจิตใจ
บทที่ 5        E.Q. ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จ                                                43  
บทที่ 6        ดนตรีกับกลไกการพัฒนาศักยภาพสมองและ E.Q.                  49
บทที่ 7        การวิจัยภายในประเทศเกี่ยวกับความเฉลียวฉลาด                   56
                   ทางอารมณ์ (E.Q.)
บทที่ 8        การวิจัยภายในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับ                       59
                   อิทธิพลของดนตรีที่มีต่อมนุษย์ในด้านสรีรวิทยา,
                   อารมณ์,การพัฒนาศักยภาพสมองและสมาธิ
บทที่ 9        เบื้องหลังการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์อริยะสุพรรณเภษัช       78
บทที่ 10      ประสบการณ์ในการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา          88
                   ศักยภาพสมองในสถานศึกษา
บทที่ 11       แนะนำศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา,การพัฒนางานทดลองและ             94
                   แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพสมองด้วยดนตรี 
บทที่ 12       หลักสูตรการอภิวัฒน์ปัญญา                                                     97 
บรรณานุกรม                                                                                                99
 
 
 
 
 
ภาคผนวก
                                                                                                                    หน้า
·      วิชาสมาธิสมอง นวัตกรรมใหม่ของวิชาเพื่อการพัฒนาสมอง                   108
·      ชมรมอภิวัฒน์ปัญญา                                                                               110
·      แบบทดสอบความถนัดของสมองสองซีกและวิธีการเรียนรู้                       114
·      แบบทดสอบวัดความเฉลียวฉลาดทางเชาว์อารมณ์                                  116
    (E.Q. Test)
·      ภาพศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาและภาพนักเรียนขณะทำกิจกรรม                     121
อภิวัฒน์ปัญญา ในนักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน
ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนถนอมพิศวิทยา สำหรับเทอม 1
ปีการศึกษา 2543
·      ภาพนักเรียนขณะทำกิจกรรมในโครงการพัฒนาสมาธิด้วย                      123
เสียงเพลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียน
ถนอมพิศวิทยา ปีการศึกษา 2543
·      กิจกรรมในฐานะที่เป็นวิทยากรทางการพัฒนาทางจิตของ                        125
    อาจารย์อริยะ สุพรรรณเภษัช ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต
    นานาชาติ ครั้งที่ 4 ณ วิทยาลัยรัชต์ภาคย์ วันที่ 10-12 ธันวาคม 2542
 

 

บทนำ
 
แรงผลักดันที่สำคัญที่ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มนี้ เกิดจากประสบการณ์จากที่ได้ทำงานในโรงเรียนในตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ และ ได้พบปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่ครูไม่อาจแก้ไขได้ในแนวทางปฏิบัติเดิมที่เคยทำมาและสร้างปัญหาในห้องเรียนมาก ได้แก่ปัญหาของนักเรียนที่มีอาการสมาธิสั้น ซึ่งจะมีสมาธิในการเรียนน้อยมาก ,ปัญหานักเรียนที่มีอาการไฮเปอร์แอกทีพ เป็นเด็กที่ซุกซนผิดปกติไม่อยู่นิ่ง ซึ่งค้นพบว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องทางสมอง, ปัญหาการอ่านและการเขียนของนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ล่าช้ากว่านักเรียนปกติ ทำให้ข้าพเจ้าต้องหันไปศึกษาหาตำราที่กล่าวถึงมูลเหตุความเป็นมาของอาการต่าง ๆ เหล่านั้น ทั้งวิธีแก้ไขปัญหาและความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับสมองตลอดจนการพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งความรู้ด้านโภชนาการต่าง ๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพสมองและสมาธิ โดยอีกส่วนหนึ่งได้จากการค้นคว้าจากเวปไซด์ทางการศึกษา,ทางการแพทย์และสาธารณสุขทางอินเตอร์เนต   แต่อย่างไรก็ตามผ่านมาหลายปีก็ยังหาแนวทางที่ดีและสะดวกที่จะบรรเทาปัญหาไม่ได้ นอกจากจะแนะนำให้ผู้ปกครองส่งนักเรียนที่มีปัญหาไปให้จิตแพทย์ดูแล  ซึ่งแพทย์สาขานี้ในประเทศไทยก็มีไม่เกิน 25 คน ทำให้เกิดความยากลำบากกับพ่อแม่ที่มีลูกซึ่งเป็นปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างมาก ที่ต้องรอคิวเข้าบำบัดและค่ารักษาก็สูงมาก
ต่อมาได้รับแรงบันดาลใจจากการได้จากการเข้าฟังสัมมนาทางการแพทย์เกี่ยวกับสมองกับ ดร.นัยพินิจ คชภักดี   และได้เข้าคอร์สอภิวัฒน์สมองกับองค์กรพุทธศาสน์และจักรวาล ของอาจารย์สถิตย์ธรรม เพ็ญสุข และการที่ต้องเตรียมตัวด้านความรู้ในการที่ได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องสมาธิเด็กในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตครั้งที่ 4 ทำให้ได้ความรู้ว่าดนตรีคลาสสิกและดนตรีกลุ่ม New Age Meditation เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาสมาธิอันจะบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์กับเด็กปกติอื่นๆ ในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะทางด้าน E.Q. (ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์) ด้วย จากวันนั้นมาจึงได้ทำการรวบรวมและตีความความรู้ต่าง ๆ เพิ่มเติม โดยอาศัยพื้นฐานการศึกษาที่ได้จบทางด้านวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และปริญญาโททางด้านการบริหารงานบุคคลจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ซึ่งได้ช่วยเหลือเป็นอย่างมากในการอ่านและตีความ ตลอดจนได้นิสัยที่รักการค้นคว้าในแนวลึกที่ได้มาจากประสบการณ์มาจากการเรียนปริญญาโทและการเป็นอาจารย์สอนในระดับอุดมศึกษา ในคณะบริหารธุรกิจกว่า 5ปี ก่อนที่จะมาบริหารโรงเรียนถนอมพิศวิทยา ตลอดจนความรู้ในเวปไซต์ด้านการแพทย์และสมองของต่างประเทศในอินเตอร์เน็ต และหนังสือตำราจำนวนมาก ทั้งยังใช้เวลาทุ่มเทกว่า 3 ปีกับการฝึกวิชาสมาธิทางด้านสายโยคะสมาธิ,สมาธิพุทธสายธิเบต,วิชาทางโสตสมาธิ    โดยการเข้าฌานสมาธิระดับลึกแล้วใช้จิตฟังเสียงดนตรีสมาธิและดนตรีคลาสสิกประเภทต่าง ๆ เป็นจำนวนมากนับหลายพันเพลง อันเป็นการสร้างสมาธิจิตระดับสูงและศึกษาอิทธิพลของเสียงดนตรีที่มีต่อสภาวะร่างกายและสมองส่วนต่าง ๆ ตลอดจนทำการวิเคราะห์เพลงเพื่อสามารถคัดเลือกนำเพลงไปใช้ในการพัฒนาสมาธิและสมองได้อย่างถูกต้อง จึงได้รวบรู้ความรู้ทั้งหมดเขียนเป็นหนังสือพัฒนา E.Q.ด้วยเสียงเพลงเล่มนี้ขึ้น 
ข้าพเจ้าได้จัดตั้งศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาขึ้นมาภายในโรงเรียนถนอมพิศวิทยา เพื่อที่จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการทดลองเพื่อทดสอบยืนยันตามทฤษฎีที่ได้ศึกษาค้นคว้ามา ในฐานะความรับผิดชอบที่เป็นครูในสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน ที่ความห่วงใยต่ออนาคตของเด็กไทยและประเทศชาติ ได้มีจิตปรารถนาว่างานเขียนและงานทดลองต่าง ๆ ของข้าพเจ้าที่ได้ทำไว้ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันในกลไกการปฏิรูปการศึกษาของชาติ ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพทางสมองของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ทำให้ประเทศสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้เพิ่มขึ้น 
อันสอดคล้องกับข้อเสนอแนะที่ได้จากความคิดเห็นของผู้เข้าสัมมนา จากรายงาน สรุปสาระการสัมมนา เทคนิคพัฒนาศักยภาพสมองให้เต็มประสิทธิภาพ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ณ ห้องกรุงธนบอลรูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2542 ที่ได้เสนอแนะในข้อที่ 4 หน้า 69 ว่า “ ควรจะมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับ…..เทคนิควิธีที่เป็นรูปธรรมในการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพสมองและพัฒนา I.Q. และ E.Q. สื่อในการพัฒนาสมองเด็ก การใช้ศิลปะ ดนตรี เพื่อการพัฒนาสมอง การพัฒนาสมองควบคู่ไปกับการพัฒนาอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ ” รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาของชาติพ.ศ. 2542 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่8 และเป็นอย่างยิ่ง      
สุดท้ายนี้หนังสือเล่มนี้สำเร็จลงได้ต้องยกคุณความดีที่จะเกิดขึ้นนี้แก่บรมครูคีตกวีผู้รจนาดนตรีคลาสสิกและดนตรีสมาธิทั้งผู้ที่ล่วงลับและยังมีชีวิตอยู่ คุรุจารย์ ตลอดจนบิดามารดา ของข้าพเจ้า
                                                     
                     อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช
                               6/06/2000
 
บทที่ 1
ทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา
แนวทางสู่ศักยภาพสูงสุดของการพัฒนาสมองมนุษย์
        ทฤษฎีนี้ได้ต้นกำเนิดมาจากความคิดถึงการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ โดยทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา กล่าวว่า  
“การก้าวไปสู่ภูมิปัญญาสูงสุด สมองนั้นย่อมต้องได้รับการพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดทุก ๆ ส่วนเสียก่อน ”
อธิบาย การที่จะก้าวไปสู่ภูมิปัญญาสูงสุด มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสมองทุก ๆ ส่วนไปพร้อม ๆ กัน การที่เพียงมุ่งพัฒนาในสมองส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษแล้วคาดหวังว่าจะบรรลุภูมิปัญญาสูงสุดนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสมองแต่ละส่วนล้วนมีความสำคัญ ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่แตกต่างกันและประสานสัมพันธ์กันในการทำงานเป็นหนึ่งเดียว ดังเช่น นิ้วมือทั้ง 5ที่จะต้องมีการทำงานประสานกัน   การจะขาดนิ้วใดนิ้วหนึ่งไปแล้วจะสามารถใช้มือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือจะเอานิ้วเพียงบางนิ้วมารับผิดชอบงานก็ย่อมบกพร่องอย่างแน่นอน รสอาหารนั้นมี 5 รส ถ้าพ่อครัวมือหนึ่งจะละทิ้งรสใดรสหนึ่งเสีย จะทำอาหารทุกอย่างได้อร่อยเลิศรสหรือ
ดังนั้นผู้ที่สนใจในการฝึกสมาธิเพื่อพัฒนาสมองและภูมิปัญญา จึงควรให้ความสนใจในการศึกษาเรื่องของสมองส่วนต่าง ๆ และหน้าที่ของมันไว้ให้มาก ให้ร่วมกันคิดพิจารณาและวิเคราะห์แนวทางการที่ฝึกฝนอยู่ว่าได้เน้นการฝึกฝนหรือกระตุ้นที่ครอบคลุมสมองส่วนต่าง ๆ ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อที่จะได้ช่วยกันแนวทางในการพัฒนาหลักวิชาต่าง ๆ ที่มีอยู่แต่เดิมไปสู่ภูมิปัญญาสูงสุด ซึ่งจะยังประโยชน์อนันต์ต่อชาวโลกต่อไป 
               

 

บทที่ 2
สมองอวัยวะมหัศจรรย์ของมนุษย์
สมองนับว่าเป็นส่วนของอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรา สมองของคนเราประกอบด้วยเซลประสาทและเส้นประสาทจำนวนมากมาประกอบกันเป็นระบบประสาทที่มีความซับซ้อนมาก โดยอยู่ภายในกระโหลกศีรษะ ห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มสมองและมีน้ำหล่อเลี้ยงสมอง หล่ออยู่ ของเหลวนี้บรรจุอยู่ในช่องว่างสี่ช่องภายในสมอง และจะถูกขับออกมาหล่อระหว่างชั้นของเยื่อหุ้มสมอง จากนั้นก็เข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีแผ่นกระดูกอ่อนระหว่างข้อสันหลังแต่ละชิ้นช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะกระทบถึงสมองด้วย
        สมองของมนุษย์หนักกว่าสมองของสัตว์อื่น ๆ นอกจากช้างและปลาวาฬ คิดเฉลี่ยในผู้ชายผู้ใหญ่ หนักประมาณ 1380 กรัม ในผู้หญิงหนัก 1250 กรัม น้ำหนักของสมองนี้ต้องแล้วแต่ความเจริญของสมอง สมองเจริญเร็วภายในอายุ 5 ปีและเจริญเรื่อยไป สมองจะหยุดเจริญเมื่ออายุ 20 ปี      สมองจะมีน้ำหนักเพียง 2 % ของน้ำหนักร่างกาย แต่ต้องใช้พลังงานถึง 20 % ของพลังงานที่ร่างกายผลิตได้ในการทำงานของสมอง โดยพลังงานส่วนนี้ได้จากกลูโคสและออกซิเจนซึ่งนำมาทางกระแสโลหิต
        สมองของมนุษย์เป็นมรดกแห่งวิวัฒนาการหลาย ๆ ล้านปี  สมองของมนุษย์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับใหญ่ ๆตามการทำงานของสมองได้ดังนี้ คือ
1.     สมองส่วนแกนกลางหรือสมองดึกดำบรรพ์
 เช่นเดียวกับสัตว์มีกระดูกสันหลังขั้นต้นทั้งหลาย ทำหน้าที่เป็นกลไกรับความรู้สึกต่าง ๆ ,ตัดสินใจในสถานการณ์ว่าสู้หรือถอย และควบคุมการอยู่รอดของชีวิต เช่น การหายใจ การไหลเวียนของโลหิต การย่อยอาหาร ฯลฯ ซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ สมองระดับนี้มีในปลา และสัตว์เลื้อยคลาน ส่วนนี้ของสมองได้แก่ก้านสมองและไขสันหลัง ซึ่งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ 300 ล้านปีที่แล้ว ความอยู่รอดระดับนี้ไม่ต้องอาศัย “ ความคิด” เพียงแต่เป็นปฏิบัติการของก้านสมองและไขสันหลังที่เรียกว่า ปฏิกิริยา Reflexซึ่งระบบของกลไกรับความรู้สึกต่าง ๆ ของสมองส่วนนี้สามารถได้รับการพัฒนาขึ้นได้จากการสัมผัสโดยตรงกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ซึ่งเมื่อย่างเข้าอายุปีที่ 4 สมองส่วนนี้จะพัฒนาได้มากถึง 80 % และจะหยุดการพัฒนาไปเมื่ออายุได้ประมาณ 7 ปี ซึ่งสมองในระดับที่สูงขึ้นไปมากกว่านั้นจะเริ่มต้นพัฒนาในขั้นปฐมภูมิ
เพราะฉะนั้นควรให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กอย่างเอาใจใส่ ความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ก็จะเปิดเผยออกมา กลไกรับความรู้สึกต่าง ๆ ก็ได้รับการพัฒนาได้เต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพเพียงพอในการควบคุมจิตใต้สำนึกให้เป็นปกติ,การสร้างประสบการณ์ของการพัฒนาประสาทสัมผัสของประสาทรับรู้ของเด็ก, ซึ่งจะทำให้ระบบโครงสร้างของสมองส่วนนี้มีการพัฒนาอย่างเพียงพอ เพื่อจะเป็นพลังช่วยผลักดันให้การพัฒนาของสติปัญญาในสมองระดับที่สูงกว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.     สมองระดับกลาง 
มีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงเท่านั้น เรียกว่าระบบลิมบิค(Limbic system) เป็นส่วนที่แสดงอารมณ์ เช่น ความรักผูกพัน ความชิงชัง ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ฯลฯ มนุษย์มีอารมณ์ก็เพราะมีสมองระดับนี้ นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ก่อให้เกิดความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว (STM และ LTM ) ซึ่งมีความสำคัญต่อการอยู่รอดเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้อีกด้วย สมองส่วนนี้พัฒนาเมื่อประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว เมื่อสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมจึงค่อยแพร่หลายและมีวิวัฒนาการสืบต่อมา 
ซึ่งสมองส่วนนี้สามารถได้รับการพัฒนาได้จากการเล่น,การที่มีรูปแบบตัวอย่างหรือโมเดลที่เหมาะสมเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดการลอกเลียนเอาแบบอย่าง
การรับฟังจากการเล่าเรื่องและมีการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทางด้านอารมณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อที่จะผ่านไปสู่ระดับของสติปัญญาที่สูงกว่าของตัวเขา
 
3.     สมองส่วน Neo-Cortext (เปลือกสมองหรือสมองระดับอารยะ)
 เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย ส่วนนี้มีไว้รับสัมผัสทั้งห้า (หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง) ควบคุมการเคลื่อนไหวและความรู้สึกนึกคิดและการเรียนรู้ทั้งสิ้น เปลือกสมองของมนุษย์ทั้งหนาทั้งมีรอยพับจีบย่นลึก ๆ เพิ่มพูนปริมาณและพื้นที่ เนื่องจากการเพิ่มจำนวนของเดนไดร์ท(Dendrittic spine) ทำให้เกิดความเชื่อมต่อของทางเดินกระแสประสาทในสมองที่เรียกว่า Brain connection มีผลทำให้เกิด synapse ได้เพิ่มขึ้น จึงมีขีดความสามารถสูงยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใด ๆ ด้วยสมองระดับนี้จึงช่วยให้มนุษย์มี “อารยธรรม” สมองระดับนี้มีวิวัฒนาการเมื่อไม่ถึงห้าแสนปีนี่เอง มนุษย์นั้นอยู่รอดด้วยการเรียนรู้ซึ่งต่างจากสัตว์ซึ่งอยู่รอดได้ด้วยปฏิกิริยา Reflex และ สัญชาติญาณ(Instinct) 
ซึ่งสมองส่วนนี้จะเป็นตัวกำหนดระดับสติปัญญาของมนุษย์โดยที่สมองส่วนนี้จะคอยเลือกเฟ้นข่าวสารหรือข้อมูลที่ได้รับผ่านเข้ามาจากประสาทส่วนอื่น ๆ และผลลัพท์ที่ได้จะเป็นผลลัพท์ที่เต็มไปด้วยเหตุผล การตัดสินใจ ความคิดที่ใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง ภาษาที่ใช้ ปฏิกิริยาการควบคุม และความเข้าใจที่แสดงออกทางท่าทาง เราจึงเรียกสมองส่วนนี้เป็นสติปัญญาในระดับสูงที่เรียกว่าว่า “วิถีแห่งการรับรู้” ซึ่งพัฒนาขึ้นภายในตัวมนุษย์ซึ่งวิถีแห่งการรับรู้พิจารณาได้จาก
ความเฉลียวฉลาดในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ตามทฤษฎีพหุปัญญา ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ซึ่งประกอบด้วย
1.     ความเฉลียวฉลาดทางด้านภาษา ( Linguistic Intelligence)คือ ความสามารถในด้านภาษา การพูดจาโน้มน้าวผู้อื่น เช่น นักการเมือง ความสามารถในด้านบทกวี ตัวอย่างบุคคลเช่น เช็คสเปียร์
2.     ความเฉลียวฉลาดด้านการคำนวณ (Logic/MathematicsIntelligence)คือ ความสามารถในการใช้เหตุผล การคำนวณ ตัวอย่างบุคคล เช่น เซอร์ไอแซค นิวตัน
3.     ความเฉลียวฉลาดในด้านมิติ (Visual/Spatial Intelligence)คือ ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากบริเวณว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น จิตกรวาดภาพ,นักเดินหมากรุก ,ความสามารถในการใช้แผนที่เช่น นักเดินเรือ ,ความสามารถในการสร้างจินตนาการ สร้างภาพต่าง ๆ ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ดั่งเช่น สถาปนิกที่สร้างตึกหรือเมืองขึ้นได้จากจินตนาการ ตัวอย่างบุคคลเช่น ลีโอนาร์โด ดาวินชี
4.     ความเฉลียวฉลาดในด้านดนตรี ( Musical Intelligence)คือ ความสามารถในด้านดนตรี ตัวอย่างบุคคล เช่น โมสาร์ต
5.     ความเฉลียวฉลาดในด้านกายภาพหรือร่างกาย(Bodily Kinesthetic Intelligence) คือความสามารถในการใช้สรีระร่างกาย เช่น นักเต้นรำ นักบัลเล่ต์ ตัวอย่างบุคคลเช่น ไมเคิล แจ๊กสัน ที่มีท่าเต้นไม่เหมือนใครและหาคนเลียนแบบได้ยาก
6.     ความเฉลียวฉลาดในด้านสังคม( Interpersonal /Social Intelligence)คือ ความสามารถในการเข้าสังคม การเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่าย ตัวอย่างบุคคลเช่น วินสตัน เชอร์ชิลล์ หรือผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์
7.     ความเฉลียวฉลาดในด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คือ คนที่มีความสามารถในการมองเห็นความงาม ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ เช่น ชาร์ลส์ ดาวิน
8.       ความเฉลียวฉลาดในด้านจิตวิญญาณ ( Spiritual Intelligence)
คือ คนที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณด้านลึก ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยภาษาง่าย ๆ ตัวอย่างบุคคลเช่น มหาตมะ คานธี เป็นต้น
9.     ความเฉลียวฉลาดในด้านบุคคล ( Intrapersonal Intelligence) คือ คนที่มีความสามารถในการเข้าใจตนเองดี มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง สามารถตั้งเป้าหมายชีวิตได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างบุคคลเช่น กฤษณะมูรติ เป็นต้น
ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของการทำงานของสมอง 3 ส่วนใหญ่ๆ และแนวทางของการพัฒนาสมองแต่ละส่วนนั้น ต่อไปนี้จะกล่าวถึงหน้าที่ของสมองแต่ละส่วนดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 
 
 
 
 
 
หน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ
1.สมองส่วนหน้า (Forebrain) 
1.1 ซีรีบรัม (Cerebrum)
เป็นสมองส่วนที่กินเนื้อที่ในกระโหลกศีรษะมากที่สุด สมองส่วนนี้ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับความรู้ ความคิด ความจำ เป็นศูนย์ควบคุมเกี่ยวกับการพูดและการรับรู้ภาษา เป็นศูนย์ควบคุมสัมผัสทั้ง 5 เป็นศูนย์ควบคุมกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้อำนาจของจิตใจ
ถ้าขุดเนื้อสมองส่วนซีรีบรัมลงไป เราจะพบเนื้อสมองส่วนตื้น ๆ จะมีเนื้อสมองสีเทา(grey matter) ส่วนนี้จะอุดมไปด้วยปลายประสาท และส่วนที่อยู่ลึกลงไปจะมีเนื้อสมองสีขาว(white matter)
บริเวณส่วนผิวของซีรีบรัม เรียกว่า ซีรีบรัมคอร์เท๊กซ์ (cerebrum cortex) มีความหนาประมาณ 4 มิลลิเมตร อยู่ในส่วนของเนื้อสมองสีเทา รอยหยักของผิวสมองที่เราเห็นในภาพ    ก็เกิดที่ซีรีบรัมคอร์เท๊กซ์นี่เอง ซีรีบรัมคอร์เทกซ์ของมนุษย์มีความซับซ้อนมาก และหน้าที่ต่าง ๆ ของซีรีบรัมที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เกิดขึ้นที่ซีรีบรัมคอร์เท๊กซ์นี่เอง
สมองส่วนนี้แบ่งออกได้เป็นส่วนย่อยที่เรียกว่าพูสมอง (lobe) 4 ส่วน
หรือ 4 พู ได้แก่
 (a)พูสมองส่วนหน้า ฟรอนทัลโลบ(Frontal lobe) 
ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการคัดเลือกสิ่งเร้า สมาธิ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ ความจำ ความฉลาด ความคิดอย่างมีเหตุผล คำพูดและการวางแผน ตลอดจนควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ แขนขาและใบหน้าด้วย
(b)สมองส่วนพาไรทัลโลบ(Parietal lobe) ทำหน้าที่รับความรู้สึกสัมผัสจากร่างกาย (Sensual) การคิดในระดับสูง ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลทางสายตา ทางความรู้สึกสัมผัส ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษา และ ดนตรี ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ ความรู้ ความเข้าใจ และจินตนาการเกี่ยวกับตำแหน่งและเนื้อที่ของวัตถุในระบบสามมิติเกิดจากสมองส่วนนี้
(c) พูสมองส่วนเท็มพอรัล โลบ ( Temporal lobe) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินเสียง( Auditory),การดมกลิ่น (Olfaction),ความจำและภาษา
(d)พูสมองส่วนออกซิพิตัลโลบ (Occipital lobe)( ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น
(e) พูสมองส่วนลิมบิคโลบ (Limbic lobe) หรือ limbic system เป็นส่วนของซีรีบรัมเก่าแก่ดั้งเดิมที่ถูกดันเข้าไป ทำหน้าที่สำคัญร่วมกับสมองส่วนอื่น ๆ ได้แก่     ทำหน้าที่เกี่ยวข้องความทรงจำ(Memory) การเรียนรู้ อารมณ์และการแสดงอารมณ์ได้ถูกต้องตามประสบการณ์ ตามวัฒนธรรมตลอดจนสัญชาตญาณการอยู่รอดหรือการเห็นแก่ตัวเอง (ego)
 
 1.2ไดเอนเซฟาลอน (Diencephalon)   มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ 
(a) ทาลามัส (Thalamus) อยู่ใต้ซีรีบรัมและอยู่เหนือไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่เหมือนศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณของร่างกายระหว่างไขสันหลังและซีรีบรัม โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมกระแสประสาทที่ผ่านเข้าแล้วถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับกระแสประสาทนั้น ๆ โดยแปลสัญญาณที่รับเข้ามาก่อนส่งไปยังซีรีบรัม เช่น รับกระแสประสาทจากหูแล้วส่งเข้าซีรีบรัมบริเวณศูนย์การรับเสียง
(b) ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) อยู่ถัดจากทาลามัสลงไปทางด้านล่างของสมอง  ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ และต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในการตอบสนองด้านอารมณ์และสัณชาติญาณ
        โดยทำหน้าที่โดยสร้างฮอร์โมนหลายชนิดส่งไปควบคุมต่อมใต้สมองซึ่งอยู่ปลายสุดของสมองส่วนนี้อีกต่อหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด การนอนหลับ ความหิว ความอิ่ม ความกระหาย รวมทั้งเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ดีใจ เสียใจ โศกเศร้า และความรู้สึกทางเพศ
(c) อีพิทาลามัส(Epithalamus) หรือ ไพเนียลบอดี้ (Pineal body) เป็นกลุ่มเซลมีลักษณะคล้ายเซลรับแสง หน้าที่ยังไม่แจ้งชัด
 
 
 
 
2.     สมองส่วนกลาง (Midbrain)
เป็นสมองส่วนที่อยุ่ระหว่าง พอนส์ กับ ไดเอนเซพารอน มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการโฟกัสภาพของตาให้ชัดเจนเวลาดูของใกล้หรือไกล,ทำให้ลูกตากรอกไปมาได้,การที่ทำให้ม่านตาปิดเปิดในเวลามีแสงสว่างเข้ามามากหรือน้อย
 
3.     สมองส่วนท้าย (Hindbrain) แบ่งเป็น
3.1            ซีรีเบลลัม(Cerebellum) 
สมองส่วนท้ายทอยทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายให้ต่อเนื่อง เที่ยงตรงราบรื่น   จนกระทั่งสามารถทำงานชนิดละเอียดอ่อนได้ และทำให้ร่างกายสามารถทรงตัวได้ โดยรับความรู้สึกจากหูที่เกี่ยวกับการทรงตัวแล้วซีรีเบลลัมแปลเป็นคำสั่งส่งไปยังกล้ามเนื้อ
3.2 พอนส์(Pons)
อยู่คนละด้านของซีรีบรัมติดต่อกับสมองส่วนกลางเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างซีรีบรัมกับซีรีเบลลัม และระหว่างซีรีเบลลัมกับไขสันหลัง พอนส์ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเคี้ยว การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และควบคุมการหายใจ
3.2             เมดุลลา ออบลองกาตา (Medulla Oblongata) 
เป็นส่วนสุดท้ายของสมอง ตอนปลายสุดของสมองส่วนนี้อยู่ติดกับไขสันหลัง จึงเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง เมดุลลาออบลองกาตานี้เป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติต่าง ๆ เช่น การหมุนเวียนเลือด ความดันเลือด การเต้นของหัวใจ ศูนย์ควบคุมการหายใจ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ควบคุมการกลืน การไอ การจาม และอาเจียน
 
4.     ก้านสมอง (Brain stem)   เป็นส่วนท้ายสุดของสมอง เป็นสมองส่วนที่ต่อเชื่อมกับกระดูกสันหลัง ประกอบด้วยสมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดุลลา ออบลองกาตา ภายในก้านสมองพบกลุ่มเซลประสาทและใยประสาทเชื่อมระหว่างเมดุลลา ออบลองกาตากับทาลามัส  
*การทำงานของก้านสมองเป็นการทำงานในระดับจิตไร้สำนึก
เป็นฟังค์ชั่นการทำงานที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด เป็นความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเพื่อการอยู่รอดในโลกธรรมชาติ เช่นเดียวกับสัตว์อื่น หรืออาจเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตก็ได้ ความสามารถของเด็กทารกที่เพิ่งเกิดใหม่ ๆ   ล้วนแล้วแต่เป็นการทำงานของก้านสมองทั้งสิ้น(ชิชิโร อิเกะซะวะ,2542)
ก้านสมองทำหน้าที่ติดต่อกับไขสันหลัง และควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติต่าง ๆ เป็นศูนย์การควบคุมการนอนหลับ   การรู้สึกตื่นตัวหรือความมีสติ ศูนย์ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ควบคุมอุณหภูมิและการหลั่งน้ำย่อย   การเคลื่อนไหวบริเวณใบหน้า การกลืน การไอ การจาม การสะอึก และอาเจียน
เรติคูลาร์ ฟอร์เมชั่น (Reticular formation) เป็นกลุ่มเซลภายใน
ก้านสมองที่ทอดตัวอยู่ในแกนกลางของก้านสมองส่วนสีเทา   ตั้งแต่ไขสันหลัง เมดัลลา และพอนส์ สมองส่วนกลาง จนถึงทาลามัส   สามารถรับข้อมูลและผสมผสานข้อมูลจากทุกส่วนของระบบประสาทกลางได้พร้อมกันเกือบทุกเซลล์ ซึ่งจะกล่าวถึงหน้าที่โดยละเอียดในภายหลัง
        นอกจากนี้สมองแบ่งออกเป็นสมองซีกซ้ายและซีกขวา สมองซีกซ้ายจะควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซีกขวา ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซีกซ้าย ซึ่งรายละเอียดจะกล่าวถึงในบทต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ 3
สมองสองซีกอัจฉริยะที่ซ่อนเร้น
 
สมองของคนเรามีอยู่ 2 ซีก ซีกขวา และซีกซ้ายสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา สมองทั้ง 2 ซีกจะมีใยประสาทจำนวนมากเชื่อมอยู่เพื่อให้สมองทั้ง 2 ส่วนรับรู้การทำงานซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น สมองแต่ละซีกจะมีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด     
โดยที่สมองทางซีกซ้าย เป็นส่วนที่ควบคุมการคิด และมีการทำงานที่ออกมาเป็นนามธรรม เช่น การนับจำนวนเลข, การบอกเวลา, การสรรหาถ้อยคำ, การหาเหตุผล เป็นต้น
ส่วนสมองซีกขวา จะทำหน้าที่จินตนาการ, ฝัน, สร้างสรรค์ความคิดใหม่, การซึมซาบในดนตรีและศิลปะ เป็นต้น ดังนั้นการที่คนเราสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้นั้น เกิดจากการทำงานของสมองซีกขวานี้เอง เมื่อสมองซีกขวาทำงาน สมองซีกซ้ายจะรับหน้าที่แสดงผลการทำงานออกมาให้คนอื่นเห็น
          สิ่งที่สมองทั้งสองส่วนเหมือนกัน คือการรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านอวัยวะรับรู้ทางประสาทชุดเดียวกัน แต่สมองทั้งสองส่วนทำงานแตกต่างกันมาก คือในขณะที่สมองซีกซ้ายกำลังทำหน้าที่พูดคุย ใช้เหตุผลต่างๆ สมองซีกขวากำลังทำหน้าที่คิดจินตนาการต่างๆ โดยไม่มีการคำนึงถึงกาลเวลา อย่างไรก็ตาม สมองทั้ง 2 ซีกควรได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน

   

ตารางแสดงความถนัดและสไตล์ในการเรียนรู้ของสมองซีกซ้ายและซีกขวา

สมองซีกซ้าย
สมองซีกขวา
1. ชอบการเรียนรู้สื่อสารแสดงความรู้สึก ด้วยภาษาพูด เขียน ช่างเจรจา ประดิษฐ์คิดถ้อยคำที่เหมาะสมมาใช้
1. โดดเด่นในการเรียนรู้สื่อสารโดยไม่ต้องอาศัยตัวหนังสือหรือคำพูด ใช้ภาษากายได้ดี
2. โดดเด่นในการตีความหมายของสัญญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือตัวอักษร ชอบคิดเลขและการคำนวณต่าง ๆ
2. ชอบเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง ๆ แตะต้องและสัมผัสของจริง บ่อยครั้งมีความลำบากที่จะทำอะไรกับสิ่งตีพิมพ์ หรือแบบฝึกหัด
3. ชอบการเรียนรู้ ถนัดในการคิดเป็นเส้นตรง ชอบคิดหาเหตุผลและแก้ปัญหาจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ ละเลยทัศนะองค์รวมมีลำดับขั้นตอนแน่ชัด จัดลำดับความสำคัญ คิดและวิเคราะห์แยกแยะแต่ละขั้นตอนอย่างมีเหตุผล แล้วหาคำตอบสุดท้ายได้
3. ถนัดในเรื่องของการหยั่งหามิติต่าง ๆ สามารถหยั่งรู้อวกาศ และใช้ประโยชน์จากรูปทรง รูปแบบ
รวมทั้งรูปทรงเรขาคณิต เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ได้ดี
 
4. ถนัดในการจัดทำรายการสิ่งของต่าง ๆ
4. ชอบเรียนรู้จากส่วนใหญ่มาหาส่วนย่อย ไม่มีลำดับขั้นตอนในการคิดแน่ชัด ชอบเริ่มต้นคิดจากคำตอบหรือแนวคิดทั้งหมด
5. ตามกรอบที่วางไว้
5. โดดเด่นในการใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเรื่องจังหวะจะโคน ดนตรี ศิลปะ การแยกสีสัน และการกีฬา

 
คนที่ใช้สมองข้างซ้ายมาก   :    จะเป็นคนชอบวิเคราะห์   สามารถที่จะแสดงความรู้สึกของตนเองได้อย่างชัดเจน เป็นวางแผนงานเรียบร้อย เป็นคนค่อนข้างมองเห็นสิ่ง ๆ ต่าง ๆ เป็นขาวและดำ คนกลุ่มนี้จะเก่งเลขคณิต วิทยาศาสตร์ และสามารถจะเรียนรู้จากความผิดพลาด สามารถทำงานจนประสบความสำเร็จได้ แต่จะมีปัญหาเพราะต้องใช่ความพยายามอย่างมาก และจะเกิดความเครียดถ้าหากไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะฉะนั้นต้องพยายามเพิ่มทักษะการทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งหมายความว่าจะต้องเชื่อสัญชาติญาณให้มากขึ้น จะต้องใข้การวาดภาพวางแผน และที่สำคัญคือจะต้องผ่อนคลายให้มากขึ้น จะต้องลดกิจกรรมต่าง ๆ ลงและต้องพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มี่อยู่ให้เกิดประโยชน์(สรวงมนฑ์ สิทธิสมาน : 2542 )
 
        คนที่ใช้สมองข้างขวามาก :   จะเป็นคนที่ใช้สัญชาติญาณมาก มีความคิดสร้างสรรค์ข้อมูลที่ได้มาอย่างมีประโยชน์ และจำเก่ง เป็นคนที่ชอบหรือมีความสามารถทางศิลปะ  เขียนหนังสือ แต่งเรื่องจินตนาการเก่ง มีความสามารถทางการแสดงออก เล่นละครเก่ง สามารถเข้าใจความต้องการของคนอื่น และเป็นคนที่เปิดเผย มักเป็นคนที่ไม่ค่อยมีระเบียบ ไม่ค่อยวางแผน ไม่ค่อยสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองให้คนอื่นเข้าใจได้ ดังนั้นต้องพยายามพัฒนาในเรื่องของการจัดระบบ วางแผน มีระเบียบ แสดงความคิดเห็นออกมา สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้มากขึ้น คนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการใช้สมองข้างซ้าย โดยการฝึกให้สมองทั้งสองข้างทำงาน(สรวงมนฑ์ สิทธิสมาน : 2542 )
 

 

ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพสมองสองซีกของมนุษย์ ตลอดจนนักปฏิบัติธรรมที่ศึกษาลึกซึ้งถึงการนำวิชาสมาธิมาใช้พัฒนาสมอง
: ศจ.โรเบอร์ต ออนสไตน์ ยังได้พบอีกด้วยว่า ผู้ที่ฝึกการใช้สมองแต่เพียงข้างเดียวเป็นเวลานาน ๆ เข้า ก็จะไม่สามารถใช้สมองอีกข้างหนึ่งได้นอกจากในบางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอาศัยสมองทั้งสองข้างปฏิบัติงานสัมพันธ์กันเท่านั้น
เขายังค้นพบต่อไปว่า หากได้มีการกระตุ้นให้มีการใช้สมองข้างที่ไม่ค่อยจะได้ใช้ขึ้นมาให้ทำงานเท่ากับอีกข้างหนึ่งที่ใช้อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดประสิทธิผลเป็นความสามารถทางสมองได้อย่างมหาศาลเป็นการเพิ่มอัจฉริยภาพให้แก่มนุษย์เราได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
(น.พ. ชินโอสถ หัสบำเรอ : 2541 )
:จากงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล ของ ดร. โรเจอร์ สเปอร์รี่ (Dr. Roger Sperry) และผลงานวิจัยของโปรเฟสเซอร์ อีแรน แซนดิล ( Professor Eran Zandirl )
“ถ้าสมองของมนุษย์ทั้งสองส่วนมีโอกาสใช้งานร่วมกันในเวลาเดียวกันอย่างเหมาะสม จะทำให้การพัฒนาสติปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการเรียนรู้และแก้ปัญหาจะมีทั้งรูปแบบที่ใช้ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ลำดับขั้นตอนและคิดอย่างมีเหตุผล”
: ศาสตราจารย์โรเชนวีก (Mark Rosenzweig) ได้พบว่า
“สมองมิได้เสื่อมลงไปตามอายุขัยของคนเราแม้แต่น้อย”
 
“ตามหลักของปฏิจจสมุทบาท ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป และนามรูปก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ทำให้เราสดับรู้ว่าสมอง ระบบประสาทของคนเราจะของคนเราจะพัฒนาไปในรูปไหนอย่างไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพของวิญญาณ
ฉะนั้นเมื่อคนบางคนพยายามฝึกสมาธิอยู่เสมอจนกระทั่งเข้าฌานได้ สมรรถภาพหรือคุณสมบัติของสมองก็ย่อมจะดีขึ้น ๆ โดยลำดับ ถ้ายิ่งฝึกได้ถึงขั้นสูงคือได้ฌานขั้นที่ 4 และสำเร็จทิพยจักษุด้วย ซึ่งในเมื่อฝึกถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังเข้าสมาธิบ่อย ๆ จนมีความชำนาญมาก คือสามารถเข้าสมาธิได้เร็วและเข้าได้ทุกเวลาทุกสภานที่ ถ้าทำได้ถึงขนาดนี้ก็แปลว่า สมองได้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมแล้ว    (พร รัตนสุวรรณ, : 2536 )
 
ปิติที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เป็นกระแสปิติที่แผ่ไปทุก ๆ เซลล์ทั่วร่างกาย ทั่วทุกขุมขน ทำให้ทุก ๆ เซลล์ของร่างกายได้รับความอิ่มใจ นี้ด้วย ไม่ใช่ได้รับเฉพาะจิตหรือสมองเท่านั้น จึงเป็นทั้งการสุขกายและสุขใจ การแผ่ซ่านนี้น่าจะเกิดจากการส่งสัญญาณด้วย “สารสื่อสารทางประสาท” หรือวิญญาณ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า คือ เอนโดร์ฟินส์ (Endorphins) และอาจมีสารสื่อสารทางประสาทอื่น ๆ อีกที่ยังไม่ได้มีการค้นพบมากมายที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว 
มนุษย์ประกอบไปด้วยร่างกายและวิญญาณ วิญญาณเป็นตัวเห็นตัวรู้แต่ว่าการเห็นการรู้ต้องอาศัยร่างกายอันประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ มากมายเพื่อใช้เป็นเคริ่องมือ ซึ่งวิญญาณและร่างกายไม่ได้เป็นของสิ่งเดียวกัน
ระบบสมอง ระบบประสาททั้งหลายและอวัยวะรับสัมผัสตลอดจนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกรรมของตัวเอง ที่มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันเป็นเพราะความสามารถในการสร้างสรรค์ของวิญญาณไม่เหมือนกัน
เคล็ดลับของนักคิดนักปราชญ์นักบุญสมัยโบราณ ที่รู้วิธีในการทำให้สมองหลั่งสารมอร์ฟีนในสมองออกมาโดยการเปลี่ยนคลื่นสมองเป็นอัลฟ่า หากคนเราสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีคิดในแนวทางที่กระตุ้นให้หลั่งสารมอร์ฟีนออกมาได้ เขาจะมีอายุยืนและไกลโรค” (ดร.สุวินัย ภรณวลัย : 2540 )
 
 
 
 
 
นอกจากความรู้เกี่ยวกับสมองสองซีกที่กล่าวมา จากข้อเขียนของมิสซิสบาร์บาร่า ไมส์เตอร์ วิตาล จากหนังสือจินตนาการสู่การเรียนรู้ ได้จำแนกบุคคลในโลกไว้ 3 ประเภทตามความถนัดทางสมองได้แก่
1.     คนที่มีความสามารถรับรู้ทางจักษุประสาทได้อย่างดีเลิศ เขาต้องเห็นเสียก่อนจึงจะเข้าใจได้ดี ซึ่งมักเป็นคนที่สมองซีกขวาเติบโต
            กว่าสมองซีกซ้าย ทำให้ถนัดมือซ้าย บุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ 
            มีความสามารถทางการเรียนรู้ทางตา หรือเรียนรู้โดยอาศัยจักษุ
            ประสาท (visual learners)
2. คนที่มีความสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทางโสตประสาทได้อย่างดีเลิศ คือเพียงได้ยินด้วยหูถึงเรื่องราวต่าง ๆ แม้จะไม่ได้เห็น ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ดี ซึ่งมักเป็นคนที่สมองซีกซ้ายเติบโตกว่าสมองซีกขวา ทำให้ถนัดมือขวา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมโลก พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็นพวกที่มีความสามารถทางการเรียนรู้โดยอาศัยโสตประสาท(audio learners)
3. คนที่สามารถจะรับรู้สิ่งต่าง ๆทางประสาทสัมผัสได้อย่างดีเลิศโดยใช้ประสาทสัมผัสทางผิวหนังผสมผสานประสาทสัมพันธ์ทางกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งเรียกว่าประสาทสัมผัสแฮปติค    เป็นพวกที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ต้องสัมผัสก่อนจึงจะรับรู้และเข้าใจได้ลึกซึ้ง   บุคคลประเภทนี้ บางทีก็เป็นคนที่สมองซีกขวาเติบโต ทำให้ถนัดมือซ้ายหรือบางทีเป็นคนที่สมองซีกซ้ายเติบโต ทำให้ถนัดมือขวา หรือบางทีก็เปลี่ยนความถนัดของมือไปมาจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้ายอยู่ตลอดเวลา พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการเรียนรู้ทางประสาทสัมผัสแฮปติค ( haptic learner )
 
นอกจากนี้การได้อ่านหนังสือการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ผู้แต่งเป็นนักวิจัยชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายชิชิโร อิเกะซะวะ ได้พูดถึงการทำงานของสมองไว้อย่างน่าสนใจคือ การทำงานของสมอง 3 ขั้นตอน จึงนำมาสรุปเรียบเรียงและให้ข้อคิดเพิ่มเติมเขียนในหนังสือนี้ไว้เพื่อการศึกษาและนำไปประยุกต์ปรับใช้อย่างกว้างขวางต่อไปดังนี้
 
·      การทำงานของสมอง 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 อายุสมอง 0-3 ปี ระยะนี้ถือว่าเปรียบเสมือนเป็นฐานรากของบ้าน เพราะว่ากว่า 60 % ของการพัฒนาสมองทั้งหมดชั่วชีวิตอยู่ในระยะเวลานี้ ดังนั้นถ้าเด็กระยะนี้ได้รับการเลี้ยงดูปลูกฝังในสิ่งที่ดี เขาก็จะมีรากฐานที่ดี ซึ่งตรงกับกล่าวว่า วิญญาณของเด็ก 3 ขวบจะอยู่จนถึงร้อยปี นั่นเอง และเป็นระยะที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการอบรมสั่งสอนเด็ก เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่ามโนธรรมติดตัวตลอดไป                                                        
 
ขั้นตอนที่ 2 อายุสมอง 3-9 ปี ระยะนี้ความสามารถของเด็กพัฒนามาจากการเล่นของเด็ก ซึ่งเด็กจะได้ศึกษาเรียนรู้จากการเล่นกับเพื่อนที่หลากหลาย ได้ฝึกการที่จะยืนบนจุดยืนของคนอื่นเพื่อที่จะรู้จิตใจของเขา ถ้าหากในช่วงนี้เด็กเล่นไม่เพียงพอ ก็มักกลายเป็นคนที่มีความคิดแบบแข็งทื่เหมือนไม้บรรทัด คิดแต่ว่าตนเองถูกที่สุดคนเดียว เมื่อเติบโตมากขึ้นความคิดยึดติดและอคติจะเด่นชัด ชอบอะไรเกลียดอะไรก็ชัดเจน จะทำให้การสัมผัสและการตอบสนองกับสิ่งต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้น ดังนั้นยามเด็กจึงจำเป็นจะต้องให้เล่นมาก ๆ
 
ขั้นตอนที่ 3 อายุสมอง 9-20 ปี ในช่วงนี้การทำงานของสมองเรียกว่า สมองที่เป็นเหตุเป็นผล การอบรมควรใช้เหตุผลเพื่ออธิบายให้เขาเข้าใจ การทำอะไรที่ไม่ให้เหตุผลอาจทำให้เขาเกิดการต่อต้านได้
 
ดังนั้นปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าการศึกษาไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการสอนหรือหลักสูตรส่วนใหญ่ที่จัดให้กับเด็กในทุกวันนี้มักจะมุ่งไปในการพัฒนาสมองซีกซ้ายเพื่อตอบสนองต่อผู้ถนัดขวาหรือผู้ที่ถนัดการเรียนรู้ด้วยหู ที่เป็นเด็กส่วนใหญ่ในสังคม และละเลยต่อพัฒนาสมองซีกขวา ไม่ตอบสนองกับเด็กส่วนน้อยที่ถนัดมือซ้าย โดยการศึกษาในปัจจุบันเด็กต้องท่องจำ คิดเลข เรียนรู้ทางภาษา ระเบียบ กฎเกณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูล อันเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งนั้น ขณะที่สมองทางซีกขวาไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังเน้นการที่ครูเป็นศูนย์กลาง คำตอบที่ถูกต้องต้องมาจากครู หรือจากหนังสือเรียนเท่านั้นโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสคิดหาคำตอบที่แตกต่างไปจากคำตอบเหล่านี้ นอกจากนี้บางทียังเห็นว่าการเล่นของเด็กเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วยซ้อันเป็นการทำลายการเรียนรู้จากการเล่นของเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ถนัดในการเรียนโดยประสาทสัมผัส และที่ร้ายแรงอย่างยิ่งคือการครูที่บังคับให้เด็กนักเรียนทุกคนต้องเขียนด้วยมือขวางโดยไม่คำนึงและตรวจสอบความถนัดของเด็กเสียก่อน สิ่งนี้เป็นการทำร้ายการพัฒนาสมองของเด็กที่สมองซีกขวาเติบโตซึ่งถนัดมือซ้ายอย่างร้ายแรง มีผลทำให้เกิดสภาวะการแย่งกันสั่งการของสมองสองซีก ซึ่งอาจทำให้เด็กเกิดอาการติดอ่าง ทำให้มี
การเรียนรู้ช้ากว่าปกติ และเสียความมั่นใจในการดำรงชีวิตไปตลอดชีวิต
นับว่าสิ่งนี้เป็นโศกนาฏกรรมทางการศึกษาที่สร้างตราบาปให้กับเด็กนักเรียนจำนวนมหาศาลอย่างไม่รู้ตัว
       การจัดการเรียนการสอนแบบนี้เองเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำให้เด็กเกิดความกลัวในการคิดหาคำตอบใหม่ๆ ทั้งๆ ที่คำตอบนั้นอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้องก็ได้ ในสภาพการเรียนรู้การสอนแบบนี้ มีผลทำให้ สมองซีกขวาหรือต้นไม้แห่งการสร้างสรรค์ของเด็กซึ่งเป็นวัยแห่งการคิดฝันจินตนาการอาจจะถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง หรือในเด็กพิเศษที่มีอัจฉริยภาพสูงก็อาจจะต้องทำลายความสามารถของตนเองเพื่อไม่ให้แตกต่างจากเพื่อนภายใต้หลักสูตรที่จัดให้ไว้สำหรับเด็กที่มีความสามารถปานกลางเท่านั้น
ซึ่งตรงกับงานวิจัยที่สำคัญ ของ Dr. Joseph C. Pearce (ดร.พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์:2542)นักวิชาการชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในด้านการศึกษาพัฒนาการด้านสมองและจิตใจของเด็ก ซึ่งได้กล่าวว่า “ เด็กส่วนใหญ่ถูกทำลายทางประสาทเกินกว่าที่จะสามารถศึกษาได้เพราะโรงเรียนของเราพัง   ไม่มีการให้การศึกษาไปในทิศทางที่ควรจะเป็นไม่มีสิ่งแวดล้อมที่อุดหนุนและเกื้อกูล และสมองที่จะพัฒนาไปสู่สติปัญญาระดับสูงก็ไม่ได้รับการพัฒนา ทั้ง ๆ ที่สติปัญญาระดับสูงนี้จะสามารถเปลี่ยนทิศทางของโลกจากความหายนะไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้
 
 ดังนั้นสมองส่วนที่มีความสำคัญในวัยนี้ จะเป็นสมองซีกขวาเป็นส่วนใหญ่ เด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการกระตุ้นให้สมองซีกขวาได้พัฒนาอย่างเต็มที่ โ่ดยการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด จินตนาการของเด็กเอง โดยการพัฒนาสมองทั้ง 2 ซีกไปพร้อมกันและเท่าเทียมกัน โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาจากระบบที่เป็นอยู่ เป็นระบบที่ให้เด็กมีอิสระในการคิด การหาคำตอบมาขึ้น
        การพัฒนาสมองซีกขวาอาจทำได้โดยการสอนให้เด็กได้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการคิดการจินตนาการเช่น การเล่านิทาน การแสดงละคร การเล่นเกมส์ เล่นกีฬา ดนตรี และศิลปะ ตลอดจนการฝึกสมาธิ ที่ได้มีการคัดเลือกดนตรีที่เหมาะสมก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจกับการพัฒนาสมองเด็ก
 
 
 
 
 
 
บทที่ 4
 
อิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและจิตใจ
 
จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับดนตรี เป็นเหตุจูงใจให้มีผู้สนใจศึกษาค้นคว้าผลของดนตรีต่อการเปลี่ยนแปลงของบุคคลมากขึ้น โดยอาศัยหลักการหรือความเชื่อว่า เสียงดนตรีที่เกิดขึ้นเมื่อผ่านเข้าไปยังอวัยวะเกี่ยวกับการได้ยิน(Auditory apparatus )แล้ว จะมีเส้นประสาทส่งต่อไปยังสมองทาลามัส(Thalamus) และคอร์ติคอล(Cortical) ในภาวะที่รู้สึกตัวหรือมีสติสัมปชัญญะ ดนตรีจะไปปรับเปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดที่สมองส่วนคอร์ติคอล ซึ่งเป็นสมองส่วนบน จึงมีผลต่อบุคคลในด้านความในใจ ความคิด แรงจูงใจ ความจำ และจินตนาการ    ส่วนในภาวะที่ไม่รู้สึกตัว ดนตรีจะปรับเปลี่ยนอารมณ์โดยกระตุ้นให้มีการตอบสนองอย่างอัตโนมัติที่ระดับสมองส่วนทาลามัส ซึ่งเป็นสมองส่วนล่างและเป็นสถานีใหญ่ในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกไปสู่สมองส่วนซีรีบรับ เฮมิสเพียร์(Cerebral hemisphere ) ผ่านไปตามวิถีประสาท    (Alvin,1966 ) ดังนั้นเมื่อบุคคลได้รับการกระตุ้นด้วยเสียงดนตรี จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่าง ๆ ดังนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1. ดนตรีกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา 
 
นักวิจัยทางประสาทวิทยา ได้ให้ข้อมูลเพื่ออธิบายว่าทำไมดนตรีจึงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาได้ จากการวัดคลื่นไฟฟ้าของสมอง ได้แสดงให้เห็นว่ามีสภาวะของคลื่นสมองของมนูษย์อยู่ด้วยกัน 4 ระดับ คือ เบต้า อัลฟา เตตราและ เดลต้า    ซึ่งนักวิจัยได้พบว่าคลื่นเสียงสามารถกระตุ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะคลื่นสมองของมนุษย์ได้ ซึ่งเราอาจพบคลื่นเสียงต่าง ๆ เหล่านั้นได้ในเพลงที่เราฟังปกติทั่วไป ซึ่งคลื่นไฟฟ้าที่กำเนิดขึ้นเหล่านั้นจะเข้าไปประสานสอดคล้องกับความถี่ของคลื่นสมองในแต่ละระดับ ซึ่งมันจะกระตุ้นให้สมองเกิดการประสานหรือ ผูกโยง กับตัวของมันเอง ไปสู่จังหวะของดนตรีที่บรรเลง
        จากประสบการณ์ในหลาย ๆ สภาวะของจิตใจในชีวิตประจำวันของเรา เราพบว่าในสภาวะที่ปกติ เราสามารถที่จะมีสมาธิสนใจในได้ในเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างดี หรือบางครั้งในบางสภาวะที่พิเศษเราสามารถรู้สึกได้ว่าทุกอย่างที่เราทำมันเป้นไปได้อย่างราบรื่นสวยงาม เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ มากกว่าปกติ   สื่งต่างๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจของเรากำลังทำงานด้วยสภาวะที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิและการตั้งจิตจดจ่อกับทุกสิ่งที่มองอยู่ การวิจัยแสดงให้เราทราบว่าสภาวะต่าง ๆ เหล่านั้นมีสภาวะใกล้เคียงกับคลื่นสมอง
        คลื่นสมองเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งผลิตมาจากกิจกรรมทางเคมีชีวภาพภายในเซลสมองของมนุษย์ ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เราเรียกว่า the electroencephalograph หรือ EEG . ความถี่ของคลื่นเหล่านั้นสามารถวัดได้ด้วยรอบต่อวินาที หรือ เฮิร์ท Hz คลื่นสมองสามารถเปลี่ยนความถี่พื้นฐานของมันไปตามสภาวะของกิจกรรมทางประสาทภายในสมอง ซึ่งผูกยึดกับการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ อารมณ์ และจิตสำนึก
 
   
 
 
จากการวัดคลื่นสมองได้แสดงสภาวะต่าง ๆ ของคลื่นสมองออกมาได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่
ระดับของคลื่นสมอง (Leveks of brain waves)
1.     คลื่นเบต้า (Beta wave) คลื่นสมองระดับต้น มีความถี่ประมาณ  30-13 รอบต่อวินาที คลื่นสมองนี้เกี่ยวพันกับ กิจกรรมทางความคิดและอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปธรรมและลำดับขั้นตอน (Linear-thinking mental activity) ซึ่งเราเรียกว่า กิจกรรมสมองซ้าย  ซึ่งเป็นสภาวะที่เราดำเนินในกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวัน การขับรถ การไปธนาคาร การทำงานและการคุย ในสภาวะเบต้านี้ เราสามารถสังเกตพิจารณาได้ด้วยการปฏิบัติของเราต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมุ่งกระทำตามกำลังเท่าที่จะทำได้ 
คลื่นนี้มีจังหวะที่รวดเร็วไม่สม่ำเสมอจะเกิดขึ้นในสภาวะจิตปกติที่ซึ่งมนุษย์ไม่ได้จดจ่อหรือไม่ได้นึกถึงเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ผลของคลื่นจะทำให้ร่างกายและจิตใจไม่สงบสับสน จะทำให้เกิดความจำระยะสั้น เกิดการเรียนรู้ได้ยาก คลื่นสมองชนิดนี้เป็นการชี้ชัดถึงความกระสับกระส่ายวุ่นวายของจิตใจคนปกติทั่วไป 
2.     คลื่นอัลฟา (Alpha wave)   เป็นคลื่นสมองที่มีความถี่ 13-8 รอบต่อวินาที คลื่นสมองนี้เกี่ยวพันกับสภาวะความเงียบ,สภาวะภายในจิตใจ,สภาวะอารมณ์สะท้อนกลับ ซึ่งในภาวะนี้อยู่ในภาวะที่มนุษย์เปิดใจที่จะตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ ในภาพรวมของสิ่งนั้นไม่จำเพาะจุดใดจุดหนึ่ง ถ้าในสภาวะเบต้าเราโฟกัสหรือกำหนดมองเห็นต้นไม้ แต่ถ้าเป็นในสภาวะอัลฟาเราจะกำหนดมองเห็นป่าซึ่งเป็นที่รวมของต้นไม้มากมาย จากการรายงานผลการวิจัยAlpha sleep report พบว่าในสภาวะนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่ใช่การนอนหลับและมิใช่สภาวะที่ตื่นตัว คือมันอยู่ในสภาวะกึ่งกลางของการหลับและการตื่น ภายใต้สภาพวะของการคิดคำนึงของจิตใจ
ซึ่งอยู่ในภาวะที่มนุษย์มีความสนใจ มีความจดจ่อ มีสมาธิในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คลื่นนี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจสงบ มีการผ่อนคลาย พักผ่อน ทำให้เกิดความจำระยะยาว เกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว
 
 
 
3.     คลื่นเตตตร้า (Tetra wave)   เป็นคลื่นสมองที่มีความถี่ 8-3.5   รอบต่อวินาที คลื่นประเภทนี้พบในทั้งสภาะการหลับและสภาวะการตื่น ในขณะหลับคลื่นนี่จะคลอเคลียภายในสมองร่วมกับการหลับฝัน ในสภาวะการตื่นคลื่นนี้จะปรากฎกับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ การหลับตามองเห็นภาพ สภาวะการคิดคำนึงเพื่อแก้ปัญหา สภาวะนี้สำคัญมากในแง่ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราพบว่าความฝันสร้างสรรค์โลกทั้งมวลได้ ถ้าเราจินตนาการถึงโลกขณะที่เราตื่น ความคิดสร้างสรรค์ในแง่บวกนี้จะชักพาอารมณ์ที่ดีต่าง ๆ ออกมา เหมือนเป็นฮอร์โมนสมองทำให้ผลักดันตัวเราจนทำให้งานสำเร็จ เช่นเดียวกันเราก็อาจได้ประสบการณ์จากการหยั่งรู้ลึกภายในตนเอง บ่อย ๆ พบว่ารูปฟอร์มของสิ่งที่หลับตามองเห็นเป็นภาพ ภาพของอารมณ์ และการแก้ปัญหาอารมณ์ เป็นการหยั่งรู้ภายในจากอารมณ์ตนสามารถจะเปลี่ยนแก่นของพฤติกรรมบางอย่างที่เราไม่ต้องการออกไปได้
 ในความฝัน      คลื่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการพักผ่อนมาก ๆ หรือคนฝึกสมาธิจะเริ่มจดจ่อ ไม่มีเรื่องอื่นและไม่ได้คิดอะไรแน่วแน่ตลอด ซึ่งกิจกรรมของสมองซีกซ้ายได้ถูกวางลง ผู้พูดกับผู้ฟังหรือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่อย่างจดจ่อ   คลื่นนี้เป็นคลื่นที่มีพลังงานทางจิตอย่างมหาศาล ในสภาวะที่กำลังเข้าสู่จิตเหนือสำนึกนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นสภาวะที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ชั้นสูง เกิด insight การหยั่งรู้เอง ความสามารถในการสื่อสารทางจิต และมีความสงบทางจิตใจสูงที่สุด นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการแก้ปัญหา เพิ่มความจำระยะยาวและการระลึกรู้
 
4.     คลื่นเดลต้า (delta wave)   เป็นคลื่นสมองที่มีความถี่ 3-0.5 รอบต่อวินาที คลื่นสมองระดับนี้เกี่ยวพันกับความลึกสุดของการผ่อนคลายของร่างกาย     คลื่นนี้จะพบได้ในเวลาที่นอนหลับ ซึ่งร่างกายจะมีเมตตาโบลิซึมต่ำ ,ความดันเลือดและอุณหภูมิของร่างกายลดลง และลด อัตราการเต้นของหัวใจ มันเป็นสภาวะที่มีการฟื้นไข้อย่างรวดเร็ว และเกิดการบำบัดทางร่างกาย เนื่องจากสภาวะนี้สัมพันธ์กับประสบการณ์เกี่ยวกับการหมกมุ่นในความว่างเปล่าซึ่งบางทีเรียกว่าสภาวะแห่งแสงสีขาว ซึ่งมันไม่มีเวลา ไม่มีความฝัน และไม่มีเหตุผล
คลื่นสมองระดับนี้พบได้ยากในคนทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีในพระ หรือผู้บำเพ็ญเพียร หรือนักบวช หรือนักปฏิบัติ ซึ่งจะพานพบกับปิติสุขที่เกิดอยู่ในจิตใจจะมีมากขึ้น แต่จะมีทุกคนสำหรับคนที่กำลังจะหลับหรือหลับไปแล้ว ซึ่งสมองจะทำงานน้อยมาก เขาเรียกว่า คลื่นสมองที่สมองหยุดพักผ่อน หรือเข้าสู่การพักผ่อนนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีคลื่นสมองอีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจคือ คลื่นจักรวาล (Cosmic wave) เป็นคลื่นที่มีพลังงานสูงที่สุด ลักษณะของคลื่นชนิดนี้จะเป็นเหมือนเส้นตรง ดูเหมือนกับหยุดนิ่ง หรือมีขึ้นลงนิดหน่อยเท่านั้นเป็นคลื่นสมองในอุดมคติ
ดังนั้นดนตรีที่เลือกสรรด้วยความเหมาะสม เช่น ดนตรีที่ให้คลื่นในระดับอัลฟา ที่มีแอมปิจูดต่ำ จะส่งคลื่นออกมาจากแหล่งกำเนิดผ่านระบบประสาทโสตสัมผัส เข้าไปปรับสมดุลย์กับคลื่นสมองของมนุษย์ภายในสมอง ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ในคลื่นระดับเบต้า ซึ่งมีแอมปิจูดสูง ทำให้ให้คลื่นสมองของมนุษย์ปรับลดความสั่นสะเทือนหรือลดรอบความถี่ลง คล้ายกับหลักการผสมกันของคลื่นน้ำในทะเล เมื่อคลื่นใหญ่ปะทะกับคลื่นเล็กก็ย่อมได้คลื่นใหม่ที่เป็นคลื่นขนาดกลาง   ทำให้จิตใจของมนุษย์เกิดสมาธิและความสงบในดวงจิตมากขึ้น  
จากการที่สมาคมวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาทางด้านอารมณ์และพัฒนาการในการใช้ดนตรีเพื่อสุขภาพของญี่ปุ่นศึกษาวิจัยพบว่าคลื่นอัลฟ่าจะช่วยส่งเสริมความจำและความสนใจของเด็ก ตามที่เมื่อจิตใจของคนอยู่ในสภาวะที่สงบนิ่งจะเป็นช่วงที่คลื่นสมองคงที่ที่สุดและจะผลิตคลื่นอัลฟ่า ซึ่งจะทำให้ความจำของคนดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น   มีสมาธิมากขึ้นและมีผลดีต่อการพัฒนาสติปัญญาทางสมอง 
สชิคบลาวร์ นักวิชาการชาวสวิสกล่าวไว้ว่า การรวบรวมสมาธิไม่ใช่เรื่องตึงเครียดแต่เป็นการผ่อนคลาย ฉะนั้นหากเราอยากให้ศักยภาพทางด้านสติปัญญาของเด็กน้อยได้รับการพัฒนามากที่สุดก็ควรกระตุ้นคลื่น อัลฟ่า ในสมองเขาให้มาก ๆ
ดนตรีคลาสสิคเท่านั้นจึงกระตุ้นคลิ่นอัลฟ่าได้
        จากผลการค้นคว้าของ ดร.ลอชาดนอฟ   ชาวฮังการีระบุว่า ดนตรีคลาสสิคเป็นแรงกระตุ้นคลื่น อัลฟา ที่ดีที่สุด เพราะว่าดนตรีคลาสสิคทำให้สมองเกิดคลื่น อัลฟา ซึ่งคลื่นชนิดนี้จะช่วยพัฒนาสมองและสติปัญญาอย่างแน่นอน เมิ่อได้รับความช่วยเหลือจากดนตรีคลาสสิคจะทำให้ความจำและความมีสมาธิของทารกจะเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องนิยายอย่างแน่นอน จากการใช้พลังมหัศจรรย์ของคลื่น อัลฟ่า นี้ ความจำของคนเราจะเพิ่มมากขึ้นอีก 50 เท่า เมื่อสมองอยู่ในสภาวะการเคลื่อนไหวที่ต่างกัน ดนตรีคลื่นอัลฟ่าเป็นดนตรีที่ดีมากสำหรับเปิดให้ทารกในครรภ์ฟัง
ดนตรีคลาสสิกกับทารกในครรภ์มารดา
        ปัจจุบันดนตรีสำหรับทารกในครรภ์ที่กำลังกลายเป็นแฟชั่นนั้นโดยพื้นฐานก็คือการเปิดดนตรีเพื่อให้คลื่นสมองของคุณแม่อยู่ในสภาวะคลื่น อัลฟ่า เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างทารกในครรภ์กับคุณแม่นั้นจะแนบแน่นที่สุด ต่างฝ่ายต่างก็พึ่งพาอาศัยกัน สตรีมีครรภ์ควรพยายามให้ทารกในครรภ์อยู่ในสภาวะของคลื่น อัลฟ่า เพื่อให้ตัวเองมีจิตใจที่สบาย อีกทั้งทำให้สมองและสติปัญญาของทารกได้รับการกระตุ้นและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยยังระบุว่าช่วงเวลาตั้งครรภ์เดือนที่แปดจนถึงคลอดนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่สมองทารกเติบโตและน้ำหนักของสมองก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในช่วงเวลานี้ถ้าเราใช้ดนตรีกระตุ้นเซลล์สมองของทารกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้การทำงานและการเติบโตของเซลล์สมองยิ่งมีชีวิตชีวาและเด่นชัด เราจึงควรจะใช้ดนตรีสอนทารกเพื่อให้ทารกเริ่มต้นชีวิตก็สามารถสัมผัสดนตรีชั้นสูงและยอดเยี่ยมที่สุดได้ขณะเดียวกันก็ใช้ดนตรีคลาสสิคพัฒนาสมองและสติปัญญาของทารกด้วย
 
นอกจากที่กล่าวมาเราพบว่า ดนตรียังมีผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเช่น ระบบหัวใจและหลอดโลหิต ระบบหายใจ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และระบบการเผาผลาญในร่างกายซึ่งจากการศึกษาทดลองเกี่ยวกับดนตรีประเภทต่าง ๆ ซึ่ง นักวิชาการ,นักการศึกษานักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ได้ให้ข้อคิดซึ่งชี้ให้เห็นถึงผลของดนตรีต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังนี้
     (Cook, 1981; MacClelland,1979) ดนตรีทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าในร่างกาย มีอิทธิพลต่อปริมาณการไหลเวียนของโลหิต ชีพจร ความดันโลหิต การขับหลั่งสารภายในร่างกาย ตลอดจนมีผลต่อการเพิ่มหรือลดการใช้พลังงานของกล้ามเนื้อ โดยดนตรีประเภทที่ทำให้สงบ (Soothing Music) ทำให้อัตราการไหลเวียนของโลหิตในสมองช้า และมีปริมาณลดลง รวมทั้งยังทำให้อัตราการใช้ออกซิเจนเป็นนาที (Minute oxygen consumption) และอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลงด้วย แต่ดนตรีประเภทที่ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจ (Lively music) จะทำให้ปริมาณและอัตราการไหลเวียนของโลหิตในสมองเพิ่มขึ้น
(Alvin,1966)
นอกจากนี้เสียงดนตรียังมีอำนาจกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นเอง การขยับเท้าหรือหายใจที่เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาการตอบสนองที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ 
        บัควอลเตอร์(Buckwalter,1985) 
ได้สรุปผลของดนตรีต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายไว้ดังนี้
1. เพิ่มความตึงตัวและช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
2.     ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและแข็งแรงขึ้น
3.      ทำให้เกิดความล้า
4.     เพิ่มหรือลดผลผลิตในการทำงาน
5.     ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี
6.     เพิ่มหรือลดสารขับหลั่งในร่างกาย
7.     เพิ่มหรือลดการเผาผลาญสารอาหารและการให้ออกซิเจนเป็นนาที
8.     เพิ่มหรือลดอัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต
(ดร.สุวินัย ภรณวลัย ,2541 )
เสียงดนตรีเป็นคลื่นอย่างหนึ่งเสียงดนตรีย่อมสามารถมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจของคนเราได้อย่างไม่มีข้อต้องสงสัยเลย มีผลการทดลองที่ชี้ชัดว่าดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณของฮอร์โมนและเอนไซม์ในร่างกายคน หากใช้ดนตรีได้เหมาะสมย่อมมีผลดีต่อสุขภาพกาย-ใจ ของคนเราอย่างแน่นอน ”
 
ดนตรีกับการหลั่งสารสุขหรือเอ็นโอฟินส์(Endophins)
 (ประเวช วะสี : 2543 )
เอ็นโอฟินส์(Endophins) จัดเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในจำนวนหลายชนิดที่สร้างมาจากเซลล์ประสาทเพื่อนำกระแสประสาทถ่ายทอดต่อ ๆ ไป นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ระงับความเจ็บปวด ตลอดจนควบคุมการตอบสนองทางอารมณ์ในส่วนของสมองจริง
เอ็นโอฟินส์(Endophins) เป็นสารเคมีในรูปของพอลิเพฟไทด์ที่เกิดจากการเรียงตัวของกรดอะมิโนเพียง 32 ชนิดหรือ32 โมเลกุล เท่านั้น โครงสร้างและคุณสมบัติในการระงับความเจ็บปวด  จึงคล้ายกับสารพวกมอร์ฟินหรือเฮโรอีนในธรรมชาติ ดังนั้นจึงคล้ายสารเสพติดร่างกายสร้างได้เอง ไม่จำเป็นจะต้องไปรับจากยาเสพติดต่าง ๆ สารเอ็นโดฟินส์นี้เมื่อหลั่งออกมาจึงทำให้เกิดความสุขซีมซ่านไปทั่วร่างกาย
เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถทำให้เอ็นโดฟินส์หลั่งออกมาได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.     การออกกำลังกาย ถ้าออกกำลังอย่างต่อเนื่องนานพอสมควร เช่น ประมาณ 20 นาทีขึ้นไป เอ็นโดฟินส์ จะออกมามาก ทำให้มีความสดชื่นสบายเนื้อสบายตัว
2.     ทำสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิจะมีความสุขยิ่งนักเพราะเอ็นโดฟินส์ออก
3.     เมื่อจิตใหญ่ เมื่อจิตได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ใหญ่โต เช่น เอกภพ ท้องฟ้า ทะเล ป่าเขาลำเนาไพร พระเจ้า พิพพานแล้ว เกิดความสุข
4.     เมื่อมีความเมตตาอย่างไพศาล เมื่อจิตมีความเมตตาอย่างไพศาลจะหลุดออกจากความคับแคบ เป็นอิสระเต็มไปด้วยความสุขทั้งเนื้อทั้งตัวและกรุณา การได้ช่วยเหลือผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่าบุญแล้วรู้สึกได้บุญ ตัวเบา มีความสุขก็เพราะเหตุนี้
5.     เมื่อแจ่มแจ้งในความรู้ การเรียนรู้อะไรแล้วแจ่มแจ้งแทงทะลุทำให้เกิดความสุข ความสุขนี้ทุกคนทำให้เกิดได้ การเรียนในโรงเรียนควรเปลี่ยนใหม่ให้เป็นการเรียนที่ก่อให้เกิดความสุข ถ้าการเรียนยังก่อให้เกิดความทุกข์อย่างปัจจุบัน นักเรียนจะติดยาเสพติดมาก
6.     การประสบความงาม ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติหรือศิลปะก่อให้เกิดความสุข
7.     ความสุขในงาน ถ้าทำงานที่ชอบ (ฉันทะ) จะมีความสุข ตั้งใจทำให้ประณีตกลายเป็นความงามหรือศิลปะที่มาพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น
8.     การเกิดกลุ่มหรือความเป็นชุมชน คือ การที่คนหลายคนมาทำอะไรร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทำให้มีความสำเร็จสูงและมีความสุขอย่างยิ่งประดุจบรรลุนิพพาน
 
     (สถิตย์ธรรม เพ็ญสุข :2542)
        ดนตรีจะเคลื่อนจากหูเข้าไปในศูนย์กลางของสมองและระบบประสาทลิมบิค ซึ่งควบคุมเกี่ยวกับการตอบสนองทางอารมณ์ต่าง ๆ ดนตรีที่เหมาะสมสามารถจะกระตุ้นให้สมองได้หลั่งสารแห่งความสุขหรือที่เรียกว่าเอนโดรฟีนออกมา ทำให้จิตใจมีความสบายลดความเครียดได้
นอกจากนี้จากงานวิจัยของต่างประเทศทำให้เราทราบว่า เพลงมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบกล้ามเนื้อ และสภาพจิตใจ ทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข (เอนโดรฟีน) ออกมา ทำให้เกิดสติ ความรู้สึกนึกคิดที่ดี และได้นำมาใช้ได้ผลในเรื่องของการคลายเครียดลดความวิตกกังวล ลดความกลัว บรรเทาอาการเจ็บปวด เพิ่มกำลังและการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเมื่อเวลาเจ็บป่วย เพลงจะช่วยทำให้เกิดการผ่อนคลายบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ ทำให้เกิดพลังกาย กำลังใจ ต่อสู้กับโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้เป็นการประหยัดยากิน ยาฉีด และการผ่าตัดลงได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การฟังเพลง เปรียบเสมือนมีอาหารและวิตามินที่ช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรง และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี 
 
ดนตรีกับการสร้างเส้นใยประสาทในสมอง
(รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์,นพ.กิจจาฤดีขจร , 2541)
จากผลงานการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่าเสียงดนตรีที่เลือกสรรอย่างเหมาะสม มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองและสมาธิ เนื่องจากเสียงดนตรีจะช่วยกระตุ้นการเพิ่มเส้นใยประสาทภายในสมอง ซึ่งเราพบว่าการเพิ่มของเส้นใยประสาทภายในสมอง ทำให้การทำงานของกระแสประสาททำงานได้ดีขึ้น 
 
ดนตรีกับการรักษาโรคทางสมอง
(ศ.นพ.อนุวัตร ลิ้มสุวรรณ : 2542 )
จังหวะของเสียงของดนตรี เมโลดี้ และฮาร์โมนี่ของเสียงดนตรีช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองได้หลายพื้นที่ และจังหวะของดนตรียังสามารถใช้รักษากับผู้ที่มีปัญหาทางด้านการออกเสียง เช่น คนที่ออกเสียงไม่ได้ หรือออกเสียงไม่ชัดเจน (damaged speech) และยังสามารถใช้รักษาผู้ที่มีอารมณ์ผิดปกติได้ (damaged emotion)
การฝึกเล่นดนตรีคลาสสิกจะช่วยให้สมองพัฒนาโตขึ้น (enlarge parts of brain) นักวิจัยได้รายงานเรื่องนี้ ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมนักวิจัยทางประสาท (Neuroscience meeting) และได้มีการศึกษาค้นคว้ามาช้านานว่า เสียงจังหวะและเสียงดนตรีมีผลต่อสมอง โดยเฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์ทางการเล่นดนตรี จะแตกต่างจากผู้ที่ไม่ชอบเล่นดนตรี และไม่มีสุนทรียภาพด้านศิลปะทางดนตรีเลย
นักวิจัย ดร.มาร์ค จูเด ทราโม (Mark Jude Tramo)   จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่าดนตรีเป็นการพัฒนาชีวภาพของความเป็นมนุษย์และเป็นส่วนหนึ่งทางศิลปของชีวิต
สมองส่วนหลัง (cerebellum) ของคนที่เล่นดนตรีเก่ง จะโตกว่าคนปกติ ดร.คอร์คฟรี่ ซล๊อก (Gotfrif Schlaug) จากศูนย์การแพทย์เบทอิสราเอล เดียอะคอนเนส แห่ง บอสตัน กล่าวว่า คนที่ชอบเล่นดนตรี สมองส่วนหลังโดยทั่วไปจะโตกว่าปกติ จาการตรวจคลื่นสมองด้วยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Magnetic Resonance Immage) ในนักดนตรีที่เล่นเป็นประจำจำนวน 32 คน เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ใช่นักดนตรี 24 คน พบว่านักดนตรีสมองโตกว่า  5 % เขาเชื่อว่าส่วนของสมองที่โตเกิดขึ้นจากการฝึกฝนมากกว่าโตมาแต่กำเนิด
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส รายงานว่า หน้าที่ของสมองทั้งสองข้าง คือ สมองซีกซ้าย ใช้อ่านเขียน เช่น การเรียงความและจับใจความได้ ส่วนสมองซีกขวาจะเป็นตัวแปลผลของเสียงดนตรี
ดร. เพียร์สัน(Pearson) กล่าวว่า จุดยึดโยงระหว่างภาษาพูดและภาษาดนตรีทำให้เรานำมาประยุกต์ใช้รักษาคนที่พูดไม่ชัด และทำกายภาพบำบัดเกี่ยวกับการออกเสียงหลังจากโรค stroke   โดยแพทย์ได้เริ่มใช้ melodic international therapy ในการรักษาโรค stroke โดยให้ร้องเพลงมากกว่าสอนให้พูดเป็นคำ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นได้เร็วขึ้น
 
 
  
2.      ดนตรีกับการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ
 
ดนตรีเป็นศิลปะบริสุทธิ์ (Pure art) (ฝน แสงสิงแก้ว ,2518)
ซึ่งเกี่ยวข้องกับจิตใจโดยตรง ดนตรีเป็นเรื่องของความสวยสดงดงามและความชุ่มชื่นใจ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่ทราบว่าเขาบรรเลงเรื่องอะไร ความดังค่อย ช้าเร็ว การเร่งการผ่อนจังหวะในบทเพลงทำให้อารมณ์เพลงมีความเร้าใจและจูงใจให้ผู้ฟังสนใจประทับใจไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ดนตรีเป็นอาหารทางใจเช่นเดียวกับธรรมะ ถ้าฟังดนตรีอย่างตั้งใจจะก่อให้เกิดสมาธิหรือก่อให้เกิดความสงบของอารมณ์ผู้ฟังได้ (วราวุธ สุมาวงศ์,2525) เนื่องจากเสียงของดนตรีสามารถเข้าไปสู่จิตใจและมีอำนาจในการควบคุมจิตใจของบุคคลได้   นอกจากนี้บางบทเพลงอาจให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน สงบ และสบายใจ ซึ่งมีประโยชน์ในการกระตุ้นความรู้สึกให้คึกคัก กล้าหาญในเวลาที่หวาดกลัวภัย เป็นเพื่อนในเวลาเหงาและโน้มน้าวให้ผู้ฟังเกิดความคิดฝัน ในขณะที่บางบทเพลงอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกตึงเครียดวุ่นวายใจและเป็นทุกข์ได้ ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ดนตรีมีพลังอำนาจในการบันดาลอารมณ์ของบุคคลได้
        จากแนวคิดนี้   จึงมีผู้สนใจนำดนตรีมาทดลองใช้ทั้งในผู้ป่วยโรคจิต โรคประสาทและผู้ที่มีสุขภาพดี ซึ่งพบว่า
การใช้ดนตรีที่ช้า ๆ ทำให้ผู้ป่วยโรคจิตเพศหญิง ที่มีอาการรุนแรงสงบลง    การใช้ดนตรีที่สนุกสนานร่าเริง ทำให้ผู้ป่วยที่เฉื่อยชามีการเคลื่อนไหวมากขึ้น 
สำหรับการนำประเภทของดนตรี    มาทดลองใช้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย พบว่า ดนตรีประเภทที่ให้สงบสบายใจและดนตรีคลาสสิคสามารถลดความวิตกกังวลได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้ความวิตกกังวลในเพศหญิงลดลงมากกว่าเพศชาย   
 
 
ส่วนดนตรีประเภทที่ทำให้ตื่นเต้น กลับส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกก้าวร้าว รบกวนจิตใจและเกิดความวิตกกังวลมากกว่าดนตรีประเภทที่ทำให้สงบ และดนตรีประเภทที่ทำให้สงบจะช่วยลดความวิตกกังวลได้มากกว่าไม่ใช้ดนตรีเลย (Cook,1985)   ดังนั้นการฮัมเพลง การร้องเพลง หรือแม้แต่การฟังเพลง ล้วนแต่ช่วยให้คนเรามีความสุข มีความคิดแจ่มใส และสบายใจ เนื่องจากต่างก็เป็นการระบายอารมณ์ภายในจิตใจ ซึ่งสามารถทำให้ความวิตกกังวลลดลงได้
อย่างไรก็ตาม   การนำดนตรีมาใช้ลดความวิตกกังวลนั้น อาจใช้ได้เฉพาะความวิตกกังวลบางประเภทเท่านั้น ซึ่งการทดลองของสตูเดนไมร์ (Stoudenmire,1975 ) เกึ่ยวกับ ดนตรีประเภทที่ผ่อนคลายและนุ่มนวลต่อระดับความวิตกกังวลซึ่งเป็นลักษณะประจำตัวของบุคคลและตามสถานการณ์ ในนักศึกษาหญิงจำนวน 108 ราย พบว่า ดนตรีประเภทนี้สามารถลดความวิตกกังวลตามสถานการณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ (McClelland,1979)   บัควอลเตอร์ (Buckwalter,1985) ได้สรุปประโยชน์ของดนตรีที่มีต่ออารมณ์และจิตใจมนุษย์ ดังนี้
1.     ก่อให้เกิดความสนใจและความกระตือรือล้น
2.     กระตุ้นความทรงจำและความคิดฝัน
3.     ช่วยควบคุมอารมณ์และกระตุ้นความรู้สึกนึกคิด
4.     ลดความซึมเศร้าและผ่อนคลายความเครียด
5.     ลดความวิตกกังวลตามสถานการณ์
6.     ทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิ
7.     ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
8.     ส่งเสริมในการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น และทำให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่สภาพความเป็นจริงได้
จะเห็นได้ว่า ดนตรีเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อมนุษย์มาก อิทธืพลของดนตรีเปรียบเสมือนเครื่องบำบัดรักษา มีอิทธิพลต่อการควบคุมอารมณ์ ต่อการสื่อความหมายและต่อความรู้สึกตัวของมนุษย์ จากการศึกษาทดลองดังกล่าวมาแล้วขั้นต้นจึงเป็นที่เชื่อถือได้ว่า ดนตรีมีพลังอำนาจ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดรักษาได้ ดังนั้นดนตรีจึงเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คือ เป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาการด้านใหม่ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล(รำไพพรรณ ศรีโสภาค,2516)
 
 
 
 
บทที่ 5
 
E.Q. : ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จ
 
E.Q. ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient )
ความหมายและความสำคัญ
 (Mayer and Salovey) : คือความสามารถของบุคคลในการที่จะไหวเท่าทันในความคิด ความรู้สึกและภาวะอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้ นอกเหนือจากการติดตามกำกับควบคุมได้แล้ว บุคคลพึงรู้จักจำแนกแยกแยะ และใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อชี้นำความคิดและการกระทำของตนเองโดยเป็นความสามารถในการ รับรู้ ประเมิน และแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเหมาะสม
ซึ่งโดยสรุปแล้ว กระบวนการพัฒนาเชาว์อารมณ์ (E.Q.)นำไปสู่การพัฒนาทักษะ 3 ด้านต่อไปนี้ ( รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ,สัมมนาเชิงปฏิบัติการเชิงวิชาการเรื่อง สมองกับการเรียนรู้ของเด็กพิเศษ )
1.     ทักษะทางอารมณ์ คือ
·       การรับรู้ ยอมรับ และการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง
·      การควบคุมการหุนหันพลันแล่นและการสร้างความรับผิดชอบ
·      ลดการตึงเครียด
·      การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างความรู้สึกกับการกระทำ
·      ทักษะในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักให้แบ่งปันคนอื่น
·      รับรู้ ประเมิน และแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งเข้าใจอารมณ์และกระบวนการอารมณ์ได้ดีซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความเจริญงอกงามของสุขภาพจิตและเชาว์ปัญญา
 
 
 
2.     ทักษะในการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา
·      การพูดคุยปรึกษากับตนเองหรือคิดโต้ตอบกับตนเอง
·      อ่านท่าทีและแปลความหมายได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ และท่าทีของบุคคลที่ติดต่อด้วย รวมทั้งท่าทางและการสื่อภาษา
·      ใช้ขั้นตอนของการแก้ปัญหาและตัดสินใจอย่างมีระบบ
·      เข้าใจทุกข์ของผู้อื่น พิจารณาหาทางออกสำหรับทุกคน
·      ทักษะการมองชีวิตในแง่ดี สามารถตั้งความคาดหวังที่เหมาะสมจริงสำหรับตนเองได้
3.      ทักษะในการแสดงพฤติกรรมและการสื่อความหมาย ได้อย่างเหมาะสม
·      การแสดงออกด้วยท่าทาง สามารถเรียนรู้การแสดงออกที่เหมาะสมกับบุคคล,เหตุการณ์ และกาลเทศะ
·      พฤติกรรมการใช้ภาษา เช่น การเขียน การพูด สามารถทำให้สื่อภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ดี
 
ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) เป็นความสามารถทางด้านอารมณ์ 
ประกอบด้วย 2 ด้าน และ 5 องค์ประกอบคือ   (วรพล คงแก้ว ,2543)
1. ด้านส่วนบุคคล        ประกอบด้วย
1.1            การตระหนักรู้ความรู้สึก – อารมณ์ของตน
1.2            การบริหารอารมณ์ของตน
1.3            การสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง
2. ด้านทางสังคม ประกอบด้วย
        2.1 การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น – รู้เท่าทันความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่นสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเรา
       2.2 ความสามารถในการจัดการ สร้างและรักษาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น
 
 
 
1. ด้านส่วนบุคคล        ประกอบด้วย
1.1            การตระหนักรู้ความรู้สึก – อารมณ์ของตน    หมายถึง    ความสามารถที่จะรับรู้   และเข้าใจ   ความรู้สึก ความคิดและอารมณ์ของตนเอง สามารถสำรวจตนเองรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง   ประเมินตนเอง ได้ตามความเป็นจริง รู้จุดเด่น จุดด้อยของตนเอง
 
 
1.2            การบริหารจัดการอารมณ์ของตน หมายถึง    ความสามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ต่างๆ    ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม สามารถในการควบคุมตนเองเป็นคนที่น่าไว้วางใจมีคุณธรรม มีความสามารถในการปรับตัว และมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตได้
 
 
1.3            การสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง     หมายถึง    การมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองในแง่ดี มีแรงจูงใจพยายามปรับปรุงให้ดี มีความยึดมั่นกับเป้าหมายของกลุ่ม มีความคิดริเริ่ม  สามารถเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคได้อย่างไม่ย่อท้อ จนสำเร็จตามเป้าหมาย
 
 
2.     ด้านทางสังคม ประกอบด้วย
2.1            การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น หมายถึง รู้เท่าทันความรู้สึก และความต้องการของผู้อื่น สามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราห่วงใยผู้อื่น ช่วยสามารถพัฒนาให้เขามีความรู้ความสามารถให้ถูกทาง ให้โอกาสผู้อื่นมองเห็นความแตกต่างของคน และไม่ถือเขาถือเรา
 
 
2.2            ความสามารถในการจัดการ    สร้างและรักษาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น    หมายถึง    ความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่น สามารถแสวงหาความร่วมมือจากผู้อื่นได้ มีความสามารถโน้มน้าว จูงใจผู้อื่นได้มีความเป็นผู้นำกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สามารถบริหารความขัดแย้งหาข้อยุติขัดแย้งได้อย่างเหมาะสมมีการทำงานเป็นทีม ร่มมือร่วมใจกันปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายได้
 
 
ขณะนี้ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) กำลังเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไป เพราะการศึกษาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ช่วยให้บุคคลมีความเข้าใจ และเริ่มตะหนักว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ เช่น การเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิตทางสังคม จะต้องอาศัยองค์ประกอบทางด้านความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์( E.Q.) ด้วย และเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) จะช่วยทำให้บุคคลเรียนรู้โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ สามารถเข้าใจ และจัดการอารมณ์ตนเองได้ และการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นมีผลต่อการดำรงชีวิตในสังคม สามารถสื่อสารกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ตลอดจนมีแรงจูงใจที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆอย่างสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือ คนที่เรียนรู้เรื่องอารมณ์ จะทำให้รู้จักการรักษาความสมดุลย์ระหว่างความมีเหตุผลกับอารมณ์
(คมเพชร : 2543)
จากแนวคิดต่าง ๆ ที่เสนอมาแล้วข้างต้น จึงทำให้การศึกษาเรื่องความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) เริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยความเชื่อแนวใหม่นี่จะเน้นว่า คนที่จะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีทั้งระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.) และมีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์( E.Q.) ประกอบกัน จึงมีการศึกษาเรื่องความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์( E.Q.) มากขึ้นตามลำดับ มีการแยกแยะความสำเร็จด้านต่าง ๆ ว่า แต่ละกิจกรรมนั้น ตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จ ควรเป็นความสามารถประเภทใด ตัวอย่างเช่น
·      ความสำเร็จในด้านการเรียน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือ ระดับเชาว์ปัญญา(I.Q.)
·      ความสำเร็จในด้านการแก้ปัญหาแต่ละด้าน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือระดับเชาว์ปัญญา (I.Q.)
·      ความสำเร็จในด้านการรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
·      ความสำเร็จในด้านปรับตัว ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
·      ความสำเร็จในด้านการปกครองตน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
·      ความสำเร็จในด้านชีวิตคู่ ปัจจัยที่ส่งผลมา คือความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
·      ความสำเร็จในด้านการทำงาน ปัจจัยที่ส่งผลมา คือระดับเชาว์ปัญญาและความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)
(ทศพร ประเสริฐสุข:2542 )
 
 
ประโยชน์ของการนำความรู้ความเข้าใจเรื่องความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.) ไปใช้ มีดังนี้(วรพล คงแก้ว ,2543)
1.            นำความรู้ไปพัฒนาเด็กและเยาวชน เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม มีศักยภาพในการเรียนดีขึ้น ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม
2.            นำไปใช้ในการพัฒนาตน พัฒนาการสื่อสาร แสดงความรู้สึกเอื้ออาทรและความเห็นใจบุคคลอื่น ทำให้สัมพันธภาพส่วนบุคคลดีขึ้นอันเป็นการสร้างศักยภาพความสำเร็จส่วนตัวในด้านมนุษย์สัมพันธ์ของบุคคลและการทำงาน
3.            นำไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร สามารถที่จะทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความขัดแย้งในการทำงาน
4.            นำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพในองค์การต่าง ๆ ทำให้บุคลากรในองค์การสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้าตลอดจนบุคคลภายนอก ซึ่งความแข็งแกร่งให้กับองค์การสามารถแข่งขันกับองค์การอื่นได้,การมีภาพพจน์องค์การที่ดีและสามารถบรรลุในวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การที่ตั้งไว้
5.            นำไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจด้านการบริการ ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรด้านบริการเป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความรับผิดชอบด้านบริการและสามารถดูแลลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะมีความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทุกคน
 
 
 
  
 
 
บทที่ 6
 
ดนตรีกับกลไกการพัฒนาศักยภาพสมองและ E.Q.
 
เมื่อข้าพเจ้าทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ พบว่าส่วนของสมองที่เรียกว่าพูสมองส่วน Frontal lobe จะทำหน้าที่ควบคุมและเลือกเฟ้นสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นใดเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องสนใจหรือมีสมาธิจดจ่อ   รายงานการวิจัยทางการแพทย์พบว่าเด็กที่มีอาการสมาธิสั้น มักจะพบว่ามีปัญหาบกพร่องเกี่ยวกับสมองบริเวณนี้
นอกจากนี้ยังได้พบว่าส่วนของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องมากกับความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q. )ได้แก่ ระบบประสาทลิมบิก และกลุ่มเซลประสาทบริเวณก้านสมอง 
พูสมองส่วนลิมบิคโลบ (Limbic lobe) หรือ limbic system   เป็นส่วนของซีรีบรัมเก่าแก่ดั้งเดิมที่ถูกดันเข้าไป แทรกอยู่ข้างใน
ทำหน้าที่เกี่ยวข้องความทรงจำ(Memory) อารมณ์และแสดงอารมณ์ได้ถูกต้องตลอดจนสนองตอบถูกต้องตามประสบการณ์ ตามวัฒนธรรมและประเพณี รวมทั้งสามารถใช้สัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดหรือการเห็นแก่ตัวเอง (ego)
ประกอบด้วยเซลกลุ่มที่บริเวณก้านสมอง(ventral tegmental area) ได้แก่ Mamillary body Anterior thalamic nucleus Habenular nucleus และส่วน Telencephalon ได้แก่ Hippocampal information(hippocampus,Detate gyrus ,Subiculum),Parahippocampal gyrus , Cingulate gyrus,Retroplenial cortex,septal area,Amygdala ทำหน้าที่สำคัญร่วมกับสมองส่วนอื่น ๆ ได้แก่ (มีชัย ศรีใส,2530)   
1    ทำหน้าที่เกี่ยวข้องความทรงจำ(Memory)   โดย limbic system ทำหน้าที่เปลี่ยนความจำใหม่ หรือความทรงจำระยะสั้น (immediate memory) ให้เป็นความจำถาวร (long term memory) โดยทำหน้าที่กระตุ้นสมองบริเวณ Parietal,OccipitalและTemporal ให้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้ โดย hippocampus จะทำหน้าที่ย้ายข้อมูลที่เป็นเนื้อหาทั่ว ๆ ไป จากส่วนของความทรงจำระยะสั้นไปสู่ไปสู่ส่วนที่เป็นความจำระยะยาวส่วนAmygdala เชื่อว่าทำหน้าที่ย้ายข้อมูลทางอารมณ์ และหากสมองทั้งสองส่วนทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะถูกย้ายจากส่วนความจำระยะสั้นไปสู่ส่วนความจำระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น (ดร.มิ่งขวัญธรรม ฉ่ำชื่นเมือง:2542) ในทางกลับกันมีการวิจัยพบว่า เมื่อเราเกิดความเครียดร่างกายจะเกิดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาจะไปหยุดการทำงานของข้อมูลที่เก็บไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำระยะยาว ทำให้ความทรงจำสูญเสียไปได้
2            limbic system ทำงานร่วมกับสมองใหญ่ ส่วน neocortext   ในการทำให้เกิดอารมณ์จากความรู้สึกภายในที่ตนเองมีประสบการณ์มาแล้ว และจะได้แสดงอารมณ์ได้ถูกต้อง     
3            แรงผลักดันตามประสบการณ์ (motivation) เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของlimbic system ร่วมกับสมองใหญ่ (neocortext) สร้างความรู้สึกภายในที่เรียกว่าอารมณ์ ) และ reticular formation(ระบบประสาทภายในก้านสมอง ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับการตื่นตัว)   เพี่อควบคุมให้ hypothalamus โดยอาศัยประสบการณ์ การเรียนรู้ อารมณ์ และการตื่นตัวของระบบประสาทเพื่อให้สั่งงานให้มีการสนองตอบถูกต้องตามประสบการณ์ ตามวัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q.)   นั่นเอง
     
 
 
 
 
 
 
สำหรับเรติคูลาร์ ฟอร์เมชั่น (Reticular formation) เป็นกลุ่มเซลภายในก้านสมองที่ทอดตัวอยู่ในแกนกลางของก้านสมองส่วนสีเทา   ตั้งแต่ไขสันหลัง เมดัลลา และพอนส์ สมองส่วนกลาง จนถึงทาลามัส   สามารถรับข้อมูลและผสมผสานข้อมูลจากทุกส่วนของระบบประสาทกลางได้พร้อมกันเกือบทุกเซลล์
 
กลุ่มเซลล์สำคัญของเรติคูลาร์ฟอร์เมชั่น หรือเรียกว่าระบบเรติคูลาร์ปลุกฤทธ์ จะทำหน้าที่
1.     เกี่ยวกับการหลั่งสารสื่อที่สำคัญ ได้แก่ อเซทิลโคลิน(ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารของเซลประสาท),โดปามิน(สารสื่อประสาทยับยั้งการทำงาน),นอร์เอปิเนฟรีน และเซราโตนิน
2.      ทำหน้าที่รับความรู้สึกที่มาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านไขสันหลัง ก้านสมอง แล้วส่งออกไปที่ธารามัส สมองใหญ่กลีบหน้า สัญญาณนี้จะไปกระตุ้นเปลือกสมองใหญ่ (Cerebal cortex) ให้ตื่นตัวรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวตลอดเวลา และมีความสนใจตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ    จะเห็นว่าสมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับสมาธิ เป็นส่วนของสมองที่ถูกทุกคนลืมมองข้ามความสำคัญไป ความลับเกี่ยวกับสมองส่วนนี้ถูกค้นพบและตีแผ่ถึงความสำคัญของมันในการพัฒนาสมองเป็นครั้งแรกในหนังสือฉบับนี้
       
สรุปได้ว่า ระบบเรติคูลาร์ปลุกฤทธิ์ ที่ไขสันหลัง จะทำงานประสานกับประสาทนำขึ้นนำลงและวิถีประสาทจากสมองเล็ก ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลาย ของ แขน ขา สะโพก
จากการศึกษาวิจัยพบว่า การทำงานของก้านสมองเกือบทั้งหมดจะดูแลเกี่ยวกับจิตไร้สำนึก(unconscious) ต่าง ๆ ซึ่งอยู่นอกการควบคุมของจิตใจ หรือระบบ ANS (Autonomic Nervous System) แต่เราพบว่าการหายใจของเราที่เป็นส่วนหนึ่งของ ANS ซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างจากกลไกการทำงานในระบบอันอื่น คือ เมื่อเราตั้งใจเราก็ควบคุมการหายใจเราก็สามารถทีจะควบคุมการหายใจให้เร็วช้ายาวลึกได้ตามที่ต้องการ แต่เมื่อใดที่เราไม่ตั้งใจควบคุมมันก็สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ ดังนั้นในแนวทางพุทธองค์ที่เน้นสอนในเรื่องของอาณาปานสติหรือการกำหนดลมหายใจก็เป็นการที่เราไปควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานเกี่ยวกับการหายใจซึ่งอยู่ที่เซลประสาทบริเวณก้านสมองที่เรียกว่ากลุ่มเซลเรติคูลาร์ ฟอร์เมชั่น ในก้านสมองนี้เอง เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์ก็อาจถือได้ว่าเป็นบิดาแห่งการอภิวัฒน์สมอง เพราะพระพุทธองค์ได้ค้นพบเคล็ดลับการพัฒนาศักยภาพสมองอย่างยิ่งยวดมากว่า 2543
ปีมาแล้ว แต่พึ่งจะได้รับการตีแผ่และโยงได้ด้วยวิทยาศาสตร์ในหลักแห่งตรรกะเหตุผลในคราวนี้เอง 
ดังนั้นการที่เราเพ่งจิตกำหนดการควบคุมที่การหายใจ ก็จะเป็นการช่วยไปกระตุ้นให้กลุ่มเซลเรติคูลาร์ ฟอร์เมชั่น ในก้านสมองตื่นตัวขึ้นกว่าปกติ จากรูปภาพ ทำให้กระแสประสาทเดินทางยังสมองส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติจิตใจและสมาธิดังกล่าวเกิดสภาวะการตื่นตัวของสมอง เกิดภาวะความมีสมาธิในการทำงาน ในการเรียนรู้ ตื่นตัวต่อสิ่งเร้ารอบตัวและสามารถปรับรับสภาพต่าง ๆ รอบตัวอย่างถูกต้อง และยิ่งถ้าได้มีโอกาสฝึกฝนการกำหนดลมหายใจไปมาก ๆ จนสามารถสร้างสภาวะการตื่นตัวของสมองได้อย่างเต็มที่สูงสุด ก็ย่อมจะเกิดการพัฒนาศักยภาพของสมองไปอย่างสูงกว่าปกติ เกิดความความตื่นในธรรม เกิดภาวะสำนึกรู้ในเรื่องต่าง ๆ สูงกว่าคนปกติ ซึ่งเราเรียกว่า อภิมนุษย์ หรือ Superhuman นั่นเอง 
ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเราจะนำหลักการนี้ไปช่วยบรรเทาปัญหาให้กับเด็กที่พบว่ามีปัญหาทางประสาทต่าง ๆ เช่น อาการสมาธิสั้น อาการไฮเปอร์แอกตีพ อาการออทิสติก ซึ่งจะต้องทำการค้นคว้าและวิจัยต่อไป 
 
 
 
 
 
 
 
การวิจัยและคำยืนยันของนักวิชาการเกี่ยวกับอิทธิพลของเสียงดนตรีต่อระบบลิมบิค
·      อัลวิน( Alvin,1966) กล่าวว่า เสียงดนตรีที่เกิดขึ้น เมื่อผ่านเข้าไปยังอวัยวะที่เกี่ยวกับการได้ยิน(Auditory Apparatus) แล้ว   จะมีเส้นประสาทส่งต่อไปยังสมองส่วนทาลามัส (Thalamus)   และคอร์ติคอล (Corticoa .)อวัยวะเกี่ยวกับการได้ยินเสียงจากการค้นคว้าวิจัยทางด้านสมองของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีออล และมหาวิทยาลัยแมคกิล ประเทศแคนาดาก็ศึกษาพบว่า เมื่อตรวจคลื่นสมองเกี่ยวกับอารมณ์ด้วยเครื่อง MRI พบว่าเสียงดนตรีสามารถทำให้สมองส่วนที่เรียกว่า พาราฮิปโปแคมปัล ไจรัส มีปฏิกริยาตอบสนองได้ดีกว่า ( ศ.นพ. อนุวัตร ลิ้มสุวรรณ:2542)  
·      นอกจากนี้ โบรตี (White ,1992:59:citing Brody ) กล่าวว่า ดนตรีสามารถมีอิทธิพลต่อระบบประสาท ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางด้านอารมณ์ และความรู้สึก โดยมีผลต่อระบบลิมบิค ความรู้สึกพึงพอใจ จะรับรู้ได้ทางสมองซีกขวาเป็นเหตุให้ต่อมพิทูอิทารีหลั่งสารเอนเดอร์ฟีนมากขึ้น ระดับสารแคธีโคลามีนลดลงได้ จากดนตรีที่บรรเลงอย่างนุ่มนวล (Soothing Music) ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบายขึ้น สามารถลดความวิตกกังวลได้ 
·      ชินเดอร์ กล่าวว่า ดนตรีสามารถมีผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทซิมพาเธติค โดยมีอิทธิพลต่อสมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับประสบการณ์ด้านอารมณ์ ได้แก่ ระบบลิมบิค เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านร่างกายและจิตใจตามเสียงดนตรีนั้น ๆ (Synder . 1992 : 186; citing Guzzetta. 1988)
จากผลการวิจัยและคำกล่าวของอัลวิน,โบรดี และชินเดอร์ สามารถสรุปได้ว่าดนตรีสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อสมองบริเวณที่เรียกว่าระบบลิมบิกที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์หรือE.Q. นั้นเอง นอกจากนี้โบรดี ยังได้พูดถึงดนตรีบรรเลงอย่างนุ่มนวลที่มีอิทธิพลต่อการหลั่งสารกระตุ้นประสาทภายในสมอง    ซึ่งนับว่าการค้นคว้าวิจัยดังกล่าวเป็นคำยืนยันที่สำคัญที่แสดงว่าดนตรีอาจมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์หรือ E.Q. ของมนุษย์ได้
 
จากการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม 
ดร.สุวินัย ภรณวลัย กล่าวว่า “ เสียงดนตรีเป็นคลื่นเสียงชนิดหนึ่ง .. …ซึ่งคลื่นเสียงที่ออกมาเมื่อผ่านโสตประสาทเข้าไปแล้วผู้ฟังอาจจะรู้สึกไพเราะเพราะพริ้ง เกิดอารมณ์สนุกสนานเบิกบานไปกับเสียงเพลง หรือบางทีอาจรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ จนเสียงดนตรีกลับกลายเป็นเสียงรบกวนไป   หรือเพลงบางเพลงก็ชักนำให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรง ก่อให้เกิดการวิวาทซึ่งกันและกัน    ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้มีการศึกษาเกี่ยวกับเสียงดนตรีกับสมองของเราว่า เสียงดนตรีมันเข้าไปมีอิทธิผลอย่างไรต่อสมองของมนุษย์ และพฤติกรรมของมนุษย์   เสียงดนตรีเป็นคลื่นอย่างหนึ่งเสียงดนตรีย่อมสามารถมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจของคนเราได้อย่างไม่มีข้อต้องสงสัยเลย …… หากใช้ดนตรีได้เหมาะสมย่อมมีผลดีต่อสุขภาพกาย-ใจ ของคนเราอย่างแน่นอน ”(ดร.สุวินัย ภรณวลัย ,2541 )
เราพบว่าผู้ที่นิยมเพลงที่แสดงออกทางอารมณ์หรือทางดนตรีในเชิงก้าวร้าวรุนแรง เช่น ฮาร์ดร๊อค พบว่าพวกเขาบางคนพบว่ามีพฤติกรรมต่าง ๆ ในเชิงรุนแรงที่สอดคล้องกับเพลงที่พวกเขาฟัง จนบางครั้งก่อให้เกิดการทำร้ายร่างกายซึ่งกัน แต่ในทางตรงกันข้ามกลุ่มคนที่นิยมในเพลงบรรเลงเช่น ดนตรีคลาสสิก พบว่าจำนวนมาก เป็นบุคคลที่มีใจเยือกเย็น สุขุมคัมภีร์ภาพ เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์และเชาว์ปัญญาที่ดี  
 
จากผลการวิจัยที่ยืนยันการที่ดนตรีเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนระบบลิมบิคที่เกี่ยวกับอารมณ์ ดังนั้นการเลือกเพลงที่ตนเองหรือคนใกล้หรือกระทั่งบุตรหลานจะต้องฟังเป็นประจำซึ่งอาจจะส่งอิทธิพลเข้าไปยังสมองส่วนนี้ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งอาจไปทางดีหรือทางร้ายซึ่งแปรผันตามประเภทของเพลงก็น่าจะให้ความสำคัญเลือกสรรกันมากขึ้น
ดนตรีที่เลือกสรร เช่น ดนตรีคลาสสิก ในบทเพลงที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้รู้ด้านดนตรีและสมาธิจิต น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ในการที่จะนำไปใช้พัฒนาสมองและความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์(E.Q.) ได้
 
 
 
 
 
 
บทที่ 7
 
งานวิจัยภายในประเทศ
เกี่ยวกับความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.)
 
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.)กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มโรงเรียนกรุงธน สังกัดกรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัย วรพร คงแก้ว,มานะ มั่งมีทรัพย์, สุดาดวง วิไลโรจน์วรกุล,วรรณา หุ่นพานิชย์ และ สุภารัตน์ แซ่ตั้ง
บทคัดย่อ : ความมุ่งหมายของการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์(E.Q.)กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2543 กลุ่มโรงเรียนกรุงธน สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดเจ้าอาม สำนักงานเขตบางกอกน้อย โรงเรียนวัดประยูรวงศ์ สำนักงานเขตธนบุรี และโรงเรียนวัดม่วง สำนักงานเขตบางแค จำนวนนักเรียน 100 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย(Simple Random Sampling)   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ มีลักษณะเป็นแบบมาตรประเมินค่า 4 ระดับ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two- way Analysis of Variance ) สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ T-test ความเชื่อมั่นของแบบสอบวัด (Alpha Coefficient) ของครอนบาค 
ผลการวิจัยพบว่าความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับกลุ่มทักษะภาษาไทย กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย กลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ และกลุ่มประสบการณ์พิเศษ (ภาษาอังกฤษ) สัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
 
 
                                        วิเคราะห์ผลการวิจัย
 
ข้าพเจ้าคิดว่าผลของการวิจัยที่ได้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะพบความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์(E.Q.) กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทักษะภาษาไทย กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย กลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งเป็นวิชาที่เน้นการท่องจำ ซึ่งเป็นความทรงจำระยะยาว สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทำงานของสมองส่วนลิมบิค ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องความทรงจำ(Memory)   โดย limbic system ทำหน้าที่เปลี่ยนความจำใหม่ หรือความทรงจำระยะสั้น (immediate memory) ให้เป็นความจำถาวร (long term memory) โดยทำหน้าที่กระตุ้นสมองบริเวณ Parietal,OccipitalและTemporal ให้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้ โดย hippocampus จะทำหน้าที่ย้ายข้อมูลที่เป็นเนื้อหาทั่ว ๆ ไป จากส่วนของความทรงจำระยะสั้นไปสู่ไปสู่ส่วนที่เป็นความจำระยะยาวส่วนAmygdala เชื่อว่าทำหน้าที่ย้ายข้อมูลทางอารมณ์ ซึ่งนักเรียนที่มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์สูงขณะที่เรียนสมองทั้งสองส่วนทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่านักเรียนที่มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ต่ำ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะถูกย้ายจากส่วนความจำระยะสั้นไปสู่ส่วนความจำระยะยาวได้ดีกว่า ทำให้นักเรียนเหล่านั้นทำคะแนนในกลุ่มวิชาที่เกี่ยวกับการท่องจำได้ดี ได้ความสัมพันธ์ทางบวกออกมา ส่วนในกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ และกลุ่มประสบการณ์พิเศษ(ภาษาอังกฤษ) เป็นวิชาที่ต้องใช้ความคิดที่สลับซับซ้อนมากกว่า ทำให้ไม่พบความสัมพันธ์เกิดขึ้น
       จากผลการวิจัยทำให้ยิ่งเป็นที่น่าสนใจ เพราะถ้าสามารถใช้ดนตรีในการพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ได้ตามข้อสมมติฐานของข้อมูลที่ได้ค้นคว้าได้จริง และระดับของความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนั้นการพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์(E.Q.)ก็อาจก่อให้เกิดการเพิ่มพูนระดับเชาว์ปัญญาหรือ ที่เรียกว่า I.Q. ได้ เพราะฉะนั้นดนตรีก็อาจจะเป็นทางเลือกใหม่ของการพัฒนาเชาว์ปัญญาได้เช่นกัน ซึ่งการฟังดนตรีที่เหมาะสมนอกจากจะพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์แล้วยังช่วยยกระดับเชาว์ปัญญาขึ้นมาได้ด้วย   ซึ่งถ้านำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพสมองเด็กนอกจากจะไม่มีขีดจำกัดในการพัฒนาศักยภาพสมอง ซึ่งทำได้ทั้งเด็กปกติ,เด็กที่มีปัญหาบกพร่องทางสมองและเด็กอัจฉริยะ ซึ่งต่างกับวิธีการพัฒนาศักยภาพสมองแบบอื่น ๆ ที่มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ซับซ้อน ซึ่ง เหมาะสมและเกิดประสิทธิผลกับเด็กที่มีศักยภาพทางสมองสูงเท่านั้น แต่ไร้ประสิทธิผลเด็กที่มีศักยภาพของสมองกลางและต่ำ ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของสังคม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ 8
งานวิจัยภายในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อมนุษย์ในด้านสรีระวิทยา,อารมณ์,การพัฒนาศักยภาพสมองและสมาธิ
 
1. งานวิจัยในประเทศไทย
ในประเทศไทยได้มีการทำวิจัยในเรื่องของเสียงดนตรีเอาไว้มากมายหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในผลการเรียนรู้ ความคงทนในการเรียนความสัมพันธ์ของดนตรีกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อเด็ก หรือแม้แต่ในด้านของการนำดนตรีเข้ามาใช้ในการกระตุ้นการเติบโตของทารก ดังงานวิจัยที่ยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้
·      ผลทาน ศรีณรงค์ (2528:บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ผลการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้ดนตรีเป็นสิ่อเร้ากับวิธีการสอบแบบธรรมดา พบว่า ดนตรีเป็นสื่อเร้าหรือกระตุ้นทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกนึกคิด เกิดจินตนาการ และสามารถเขียนถ่ายทอดออกเป็นภาพเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใข้ดนตรีเป็นสิ่อเร้าในการสอน เพราะทำให้เกิดความรู้สึกสบาย ไม่เครียด
·      บำเพ็ญจิต แสงชาติ (2528:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของดนตรี ต่อการลดความเจ็บปวดและจำนวนครั้งของการใช้ยาระงับปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัด ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงแรกภายหลังผ่าตัด ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงแรกภายหลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยชาย โรคระบบทางเดินปัสสาวะที่เข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด ณ ตึกมหิดลบำเพ็ญ 2 แผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 30 ราย โดยสุ่มให้ผู้ป่วย15 รายแรกเป็นกลุ่มทดลอง และผู้ป่วย 15 รายหลังเป็นกลุ่มควบคุม โดยคำนึงถึงอายุ เชื้อชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพและสถานภาพทางเศรษฐกิจที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน ตลอดจนมีตำแหน่งของบาดแผลหรือวิธีการทำผ่าตัดที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน รวมทั้งมีประสบการณ์การผ่าตัดที่เหมือนกันทั้งสองกลุ่ม ผู้ป่วยกลุ่มทดลองได้รับการจัดดนตรีให้ฟังโดยผู้วิจัยในระหว่าง 48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด แต่ผู้ป่วยกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟัง ผู้วิจัยประเมินระดับความเจ็บปวดภายหลัง ผ่าตัด 2 ครั้ง คือ เมื่อครบ24 และ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัดโดยใช้มาตราวัดความเจ็บปวดด้วยภาพการแสดงออกทางใบหน้า พร้อมทั้งนับและบันทึกจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยแต่ละรายได้รับยาระงับปวดไว้ด้วย ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนระดับความเจ็บปวดของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทั้งในช่วง24 และ 48 ชั่วโมง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ .01 ตามลำดับ และความแตกต่างของจำนวนครั้งที่ได้รับยาระงับปวด ระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 นั่นคือ ดนตรีสามารถลดความเจ็บปวดและจำนวนครั้งของการใช้ยาระงับปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะได้ตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
·      นัทธี สามารถ (2528:บทคัดย่อ ) ได้ทำการศึกษาผลการเรียนรู้ของนักเรียนจากสไลด์เทปซึ่งมีเทมโปของดนตรีประกอบต่างกัน ผลการทดลองสรุปว่านักเรียนที่เรียนจากสไลด์เทปซึ่งมีเทมโปของดนตรีประกอบปานกลาง และสไลด์เทปซึ่งมีเทมโปของดนตรีประกอบช้า มีผลการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่เรียนจากสไลด์เทป ซึ่งมีเทมโปของดนตรีประกอบเร็วอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่เรียนจากสไลด์เทปซึ่งไม่มีดนตรีประกอบมีผลการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่เรียนจากสไลด์เทป ซึ่งมีเทมโปของดนตรีประกอบเร็ว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนจากสไลด์เทปปานกลาง สไลด์เทปซึ่งมีเทมโปของดนตรีประกอบช้าและสไลด์เทปซึ่งไม่มีดนตรีประกอบไม่แตกต่างกัน
·      มณี เผือกวิไล (2530: บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาถึงผลของการกระตุ้นโดยใช้ดนตรีต่อการเจริญเติบโตของทารกคลอดก่อนกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีอายุครรภ์ 30-32 สัปดาห์ น้ำหนักตัวเหมาะสมกับอายุในครรภ์ และมีอายุหลังคลอด 10 วัน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยกำหนดให้ทั้งสองกลุ่มนี้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องของน้ำหนักตัว อายุในครรภ์ และ จำนวนแคลอรี่ที่ได้รับ ทารกที่เป็นกลุ่มทดลอง 12 ราย ได้รับการกระตุ้นโดยใช้ดนตรีวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 15 นาที ขณะให้นมติดต่อกัน 3 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม 12 รายได้รับการดูแลปกติ ผู้วิจัยทำการประเมินการเจริญเติบโตของทารกเมื่อเริ่มทำการศึกษาและในสัปดาห์ที่ 1,2,3 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและทำการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวของทารกในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
·      ธวัช หมอยาดี (2532 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีและไม่มีเสียงประกอบกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเบญจมบรพิตร ภาคปลาย ปีการศึกษา 2531 จำนวน 48 คน ผลการศึกษาพบว่า
1.     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเยนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีเสียง และไม่มีเสียงประกอบในบทเรียนไม่แตกต่างกัน
2.     เมื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนเสร็จแล้ว 2 สัปดาห์ พบว่านักเรียนที่เรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีเสียงประกอบมีความคงทนในการเรียน สูงกว่านักเรียนที่เรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ไม่มีเสียงประกอบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.     เมื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนเสร็จแล้ว 4 สัปดาห์ พบว่านักเรียนที่เรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีเสียงประกอบ มีความคงทนในการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ไม่มีเสียงประกอบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
 
 
 
 
·      สุธาตุ ติงสะ (2532:บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการเรียน เพศ อาชีพผู้ปกครอง ฐานะรายได้ของผู้ปกครอง ความชอบดนตรีกับผลสัมฤทธิ์จากการอ่านในใจที่มีและไม่มีดนตรีคลอ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และหากลุ่มตัวพยากรณ์ดีที่สุดเพื่อนำมาสร้างสมการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรีน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มนักเรียนที่อ่านในใจที่มีดนตรีคลอมีคะแนนผลสัมฤทธิ์สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่อ่านในใจไม่มีดนตรีคลอ ระดับการเรียน เพศ และผู้ปกครองที่มีอาชีพค้าขาย มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการอ่านในใจที่มีดนตรีคลออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตัวพยากรณ์ระดับการเรียนและเพศมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการอ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้ปกครองที่มีอาชีพค้าขาย มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการอ่าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   ระดับการเรียน เพศ และผู้ปกครองที่มีอาชีพค้าขาย สามารถร่วมกันอภิปรายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการอ่านในใจได้ร้อยละ 11.72 %     ระดับการเรียนและเพศ มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   จากการอ่านในใจที่ไม่มีดนตรีคลออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตัวพยากรณ์ระดับการเรียน เพศ มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์จากการอ่านในใจที่ไม่มีดนตรีคลออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้ปกครองที่มีอาชีพค้าขายมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการอ่านในใจที่ไม่มีดนตรีคลออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ระดับการเรียนและเพศสามารถร่วมกันอภิปรายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการอ่านในใจที่ไม่มีดนตรีคลอได้ 19.58 %
·      พัชรา พุ่มชาติ (2533:บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้เสียงดนตรี ในการลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย และเปรียบเทียบผลของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ใช้เสียงดนตรีประกอบ กับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ปกติ ต่อการลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 อายุ 4-5 ปี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2533   โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 8 คน โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ใช้เสียงดนตรีประกอบ และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ปกติตามแผนการจัดประสบการณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 5 วัน ผลการศึกษาพบว่า เสียงดนตรีช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย ทั้งการก้าวร้าวโดยการกระทำและโดยคำพูด และการใช้เสียงดนตรีประกอบการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ทำให้เด็กปฐมวัยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีพฤติกรรมลดลงมากกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจรรมสร้างสรรค์ปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
·      จันเพ็ญ สุภาผล (2535 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ที่ได้ฟังนิทานประกอบดนตรีและนิทานประกอบภาพควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชายและหญิงอายุ 5-6 ปี จำนวน 30 คน ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2536 ของโรงเรียนอนุบาลแพร่ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ แบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 15 คน โดยกลุ่มทดลองที่ 1 รับฟังนิทานประกอบดนตรีควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมการช่วยเหลือ กลุ่มทดลองที่ 2 รับฟังนิทานประกอบภาพควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือ ซึ่งใช้ระยะเวลาการทดลอง 8 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบดนตรีควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือมีพฤติกรรมทางสังคมสูงขึ้น เด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบดนตรีควบคู่กับกิจกรรม ส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือ มีพฤติกรรมทางสังคมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01
·      สารรัตน์ วุฒิอาภา (2535) ได้ศึกษาผลของการฟังดนตรี ต่อระดับความวิตกกังวลของนักกีฬา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาชายและหญิงในทีมบาสเกตบอล และวอลเลย์บอลของวิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ คัดเลือกนักกีฬาเข้าศึกษาตามเกณฑืที่ตั้งไว้แล้ว โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ12 คน มีเพศชายและเพศหญิงอยู่ในแต่ละกลุ่มจำนวนเท่ากัน กลุ่มทดลองได้รับการจัดดนตรีให้ฟังสัปดาห์ละ 2 วัน ครั้งละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบวัดความวิตกกังวลต่อการแข่งขันกีฬา (CSAI-2 ) ซึ่งผู้วิจัยแปลเป็นภาษาไทย และตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและเทปบันทึกเสียงดนตรีที่ผู้วิจัยคัดสรรขึ้นและตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวัดคะแนนความวิตกกังวลของนักกีฬาทั้งสองกลุ่มก่อนเริ่มการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยค่าที (t-test)
 
ผลการวิจัยพบว่า
1.     ระดับความวิตกกังวลของนักกีฬากลุ่มทดลองต่ำกว่าระดับความวิตกกังวลของนักกีฬากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.     ระดับความวิตกกังวลของนักกีฬากลุ่มทดลองภายหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
·      โฉมนภา กิตติศัพท์ (2537 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของดนตรีต่อการลดความเจ็บปวดและความวิตกกังวล ในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิดโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดในระยะ 48 ชั่วโมงที่อยู่ในห้อง ไอ ซี ยู โรงพยาบาลโรคทรวงอก จำนวน 40 ราย แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม เป็นผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟัง และกลุ่มทดลอง เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟัง ในระยะ 24-28 ชั่วโมง หลังผ่าตัด ดนตรีที่ให้เป็น ดนตรีคลาสสิค ทั้งเพลงไทยและเพลงสากล ซึ่งใช้การบรรเลงโดยตลอด การวิเคราะห์ข้อมูล โดยทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ของคะแนนระดับความเจ็บปวดระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อครบ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด โดยการใช้ค่าที (t-test) และเปรียบเทียบคะแนนความวิตกกังวล ภายหลังผ่าตัด ระหว่างทั้ง 2 กลุ่ม โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม
                ผลการวิจัยพบว่า
1.      ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีระดับความเจ็บปวดหลังผ่าตัด เมื่อครบ 48 ชั่วโมง ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.     ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีระดับความวิตกกังวลหลังผ่าตัด เมื่อครบ 48 ชั่วโมง ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
 
·      สถาพร กลางคาร (2540:บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาผลของการฟังดนตรีตามความรู้สึกชอบต่อการลดความวิตกกังวลของบุคคลที่มีภาวะเจ็บป่วย และรู้สึกตัว ในห้อง ไอ.ซี.ยู. โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่รักษาตัวในห้อง ไอ.ซี.ยู โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่พักรักษาตัวในห้อง ไอ.ซี.ยู โรงพยาบาลตำรวจจำนวน 72 ราย แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟังมีความรู้สึกชอบ กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟังมีความรู้สึกไม่ชอบ และกลุ่มที่ 3 กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟัง โดยแยกตามเพศชาย และเพศหญิงและตามช่วงอายุ คือ อายุน้อยกว่า 30 ปี อายุ 31ปี ถึง 50 ปี และอายุมากกว่า 51 ปี ดนตรีที่ใช้เป็นดนตรีคลาสสิคทั้งเพลงไทยและเพลงสากล โดยใช้การบรรเลงโดยตลอด และประเมินความวิตกกังวลด้วยแบบสัมภาษณ์วัดความวิตกกังวล STAI (State-Trait Anxiety Inventory) ของ สปิลเบอร์เกอร์
การวิเคราะห์ข้อมูลได้เปรียบเทียบคะแนนความวิตกกังวล
โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ 3 ทาง ผลการวิจัยพบว่า
1.     เปรียบเทียบความแปรปรวนของคะแนนความวิตกกังวล 
เมื่อจำแนกตามกลุ่มเพศและอายุ พบว่าไม่มีนัยสำคัญของปฏิสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมดนตรีที่จัดให้ฟัง เพศ และอายุ หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมดนตรีที่จัดให้ฟัง และอายุ หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมดนตรีที่จัดให้ฟังและ เพศ แต่พบว่าความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในองค์ประกอบหลักของกิจกรรมดนตรีที่จัดให้ฟัง ส่วนองค์ประกอบหลักของเพศ และอายุไม่พบความแตกต่างกัน
 
2.     เปรียบเทียบความแตกต่างของความวิตกกังวลของบุคคบ
ที่มีภาวะเจ็บป่วยและรู้สึกตัวในห้อง ไอ.ซี.ยู. ที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟังแตกต่างกัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟังแล้วมีความรู้สึกชอบ มีความวิตกกังวลลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟังแล้วมีความรู้สึกไม่ชอบ และกลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟัง มีความวิตกกังวลลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดดนตรีให้ฟังแล้วมีความรู้สึกไม่ชอบอย่างมีนัยสำคัญ .05
 
 
·      พชระ แก้วไชเทียน (2540:บทคัดย่อ)   ได้ทำการศึกษาผลของเสียงดนตรีที่มีต่อการฝึกสมาธิของนักเรียนจากเทปเสียงฝึกสมาธิซึ่งมีรูปแบบที่ต่างกันความมุ่งหมายของการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาถึงผลของเสียงดนตรีที่มีต่อการ ฝึกสมาธิ ของนักเรียนโดยใช้เทปเสียงซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุระหว่าง 11-14 ปี ในภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2538 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง สังกัดกรมสามัญศึกษา จำนวน 30 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ทำการคัดเลือกกลุ่มควบคุมให้ฝึกสมาธิ จากเทปเสียง การบรรยายฝึกสมาธิ รูปแบบที่มีดนตรีประกอบ ใช้เวลา 27 นาที และกลุ่มควบคุมให้ฝึกสมาธิจากเทปเสียงบรรยาย ฝึกสมาธิรูปแบบที่ไม่มีดนตรีประกอบ ใช้เวลา 22 นาที ทำการฝึกสมาธิกลุ่มละ 3 ครั้ง ทำการ วัดค่าเฉลี่ยสมาธิทุกครั้งทุกครั้ง หลังจากการฝึกสมาธิ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย เครื่องคำนวณเปอร์เซนต์สมาธิ (Percent-time Computer Or Cerebral Function Monitor) บันทึกค่าที่ได้ลงในบันทึกค่าของเครื่องอัลฟ่า (Alpha Wave) ทุกๆ 6 วินาที เทปการบรรยายการฝึกสมาธิ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่เสียงดนตรีประกอบการบรรยาย และรูปแบบที่ไม่มีเสียงดนตรีประกอบการบรรยาย เครื่องเทปสำหรับเปิดเทปการบรรยาย การฝึกสมาธิรูปแบบการวิจัยเป็นแบบ Randomized Control – Group Posttest only Desingn สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test for independent ผลการศึกษาพบว่า ผลการ ฝึกสมาธิจากเทปเสียงฝึกสมาธิซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันนั้น ในกลุ่มทดลองซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝึก สมาธิ จากเทปฝึกสมาธิในรูปแบบที่มีดนตรีประกอบ มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝึกสมาธิจากเทปเสียงฝึกสมาธิในรูปแบบที่ไม่มีดนตรีประกอบอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และระยะเวลาในการที่จิตเริ่มมีสมาธิ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองในช่วงนาทีที่ 1 ถึงนาทีที่ 3 พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01
 
2. งานวิจัยในต่างประเทศ
 
·      เอลลิส และบริกเฮ้าส์ (Ellis & Brighouse,1952) ได้ศึกษาผลของการใช้เพลงต่อระบบการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจ ผู้เข้ารับการทดลองเป็นนักศึกษาชาย 18 คน หญิง 18 คน ใช้เพลง 3 ประเภท คือ เพลงแจ๊ส (Jazz) เพลงคลาสสิคแบบเรียบ ๆ (Soothing music) เพลงคลาสสิคเร็วและให้พลัง (Vivid dynamic classical music) ผลการวิจัยพบว่า
1.     เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับอัตราการหายใจ
2.     เพลงคลาสสิคเร็วและให้พลังทำให้เกิดการเพิ่มการหายใจมากกว่าเพลงแจ๊สและเพลงคลาสสิคแบบเรียบ ๆ
3.     เพลงคลาสสิคเร็วและให้พลัง และเพลงแจ๊ส ส่งผลต่อการเพิ่มการหายใจในผู้เข้ารับการทดลองเกือบทุกคน
4.     ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้ารับการทดลองทั้ง 3 กลุ่มต่อการเปลี่ยนแปลงการหายใจ
5.     ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเต้นของหัวใจในเพลงทั้ง 3 แบบ
·       ชิมนี่ และ ไวเดนเฟลเลอร์ ( Zimmy & Weidenfeller, 1963) ได้ศึกษาผลกระทบของดนตรีทำให้เกิดความตื่นเต้นและความสงบ ต่อการตอบสนองของผิวหนัง และอัตราการเต้นของหัวใจ ผู้เข้ารับการทดลองเป็นนักศึกษาชาย 10 คน หญิง 8 คน โดยให้ฟังเพลงคลาสสิคซึ่งได้รับการพิจารณาว่า เป็นเพลงประเภทตื่นเต้น (Exciting) เพลงปกติ (Neutral)และ เพลงสงบหรือเพลงเย็น ๆ (Clam) เป็นเวลาครั้งละ6 นาที การตอบสนองของผิวหนัง และอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นตัววัดทางด้านสรีะรวิทยา ที่จะแสดงถึงการตอบสนองทางด้านจิตใจ ผลการวิจัยพบว่า การตอบสนองของผิวหนังเมื่อได้ยินเพลงตื่นเต้นจะลดการต้านทานลง แสดงว่า มีการเพิ่มการเร้าอารมณ์ ขณะที่เพลงปกติและเพลงสงบไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ รวมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ
·      ไรเบอร์ (Reiber, 1965) ได้ศึกษาผลของดนตรีต่อระดับกิจกรรมของเด็กอายุ 5-6 ปี เป็นชาย 16 คน หญิง 13 คน โดยให้เด็กอยู่ในห้องที่ออกแบบสำหรับเล่นโดยเฉพาะ ซึ่งมีของเล่นระบบอัตโนมัติ คือ รถไฟฟ้า ตัวตลกมือถือฉิ่ง รถถีบ กระดานคันโยกไฟฟ้า ภาพยนตร์เรื่องราวของสัตว์ และม้าโยก ภายใต้เงื่อนไขการฟังดนตรีทั้งช้าและเร็ว เด็ก 15 คนจะได้ยินเพลงเร็ว และอีก 14 คน ได้ยินเพลงช้า เด็กแต่ละคนจะใช้เวลาทั้งหมด 12 นาทีนี้ถูกแบ่งเป็น 4 ช่วง ดนตรีจะเล่นในช่วงที่ 2 และ 4    ช่วงที่ 1 และ 3 จะเป็นความเงียบ ผลที่ได้จากกิจกรรมสำหรับการเล่น จะถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า
1.      อัตราเฉลี่ยของกิจกรรมสำหรับเด็กทั้งสองกลุ่มในช่วงที่มีดนตรี สูงกว่าอัตราเฉลี่ยสำหรับเด็กทั้งสองกลุ่มในช่วงที่ไม่มีดนตรี
2. อัตราเปรียบเทียบระหว่างดนตรีเร็วกับช้า พบว่าอัตราเฉลี่ยของกิจกรรมสำหรับเด็กกลุ่มที่ฟังดนตรีเร็ว สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของกิจกรรมสำหรับเด็กกลุ่มที่ฟังดนตรีช้า
3.อัตราเฉลี่ยของกิจกรรมสำหรับเด็กในช่วงที่มีดนตรี ช่วงที่ 2 สูงกว่าอัตราเฉลี่ยสำหรับเด็กในช่วงที่มีดนตรีช่วงแรก
·      ไบสแมน (Beisman, 1967) ได้ศึกษาผลกระทบของการใช้จังหวะจากดนตรีเพื่อการเรียนรู้ทักษะกลไกพื้นฐานได้แก่ การขว้าง การจับ การปีน การทรงตัว การยืดตัว การกระดอน และการตี ผู้เข้ารับการทดลองเป็นเด็กชายและเด็กหญิงจำนวน 607 คน ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6โดยทำการทดสอบทั้งก่อนและหลังการทดลองทั้งในแง่ของคุณภาพและปริมาณ โดยทำการทดลอง 10 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า จังหวะของดนตรีสามารพทำให้เกิดพัฒนาการในระหว่างการพัฒนากลไกพื้นฐานของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา มากกว่าการไม่ใช้จังหวะดนตรี
·      ฟิสเชอร์ และกรีนเบิร์ก (Fisher & Greenberg, 1972) ได้ศึกษาผลการเลือกเพลงตื่นเต้นกับเพลงสงบเรียบต่อความเป็นหญิง ผู้เข้ารับการทดลองเป็นหญิง 90 คน สุ่มให้อยู่ในกลุ่มของการทดลอง และกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มแรกฟังเพลงตื่นเต้น (Exciting music) 30 คน กลุ่มที่ 2 ฟังเพลงสงบเรียบ (Calm) 30 คน และกลุ่มที่ 3 ไม่ได้ฟังเพลง ผลการวิจัยพบว่า เกิดความสัมพันธ์ทางลบระหว่างลักษณะความเป็นหญิง (Femininity) และความวิตกกังวลในกลุ่มที่ฟังเพลงทั้งสองกลุ่ม กล่าวคือ ผู้หญิงที่มีลักษณะของความเป็นหญิงมาก จะมีความรู้สึกวิตกกังวลเกิดขึ้นน้อยเมื่อ ได้ฟังเพลงตื่นเต้นและเพลงสงบเย็น ๆ และไม่มีความสัมพันธ์เกิดขึ้น ระหว่างลักษณะของการเป็นผู้หญิงกับกลุ่มที่ไม่ได้ฟังเพลง
·      เจเนท และคณะ(Janet et al. , 1974) ได้ศึกษาผลของเสียงเพลงกับการตอบสนองทางสรีรวิทยา โดยการศึกษา อัตราการเต้นของหัวใจของนักศึกษาจำนวน 22 คน โดยการศึกษา อัตราการเต้นของหัวใจของนักศึกษาจำนวน 22 คน โดยให้ฟังเพลงซิมโฟนี่ (Beethoven ‘ s fifth symphony ) สำหรับการวัดผลจะให้แตกต่างกัน 3 เวลา จนถึง 6 สัปดาห์ โดยวัดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง โดยการฟังเทปหรือฟังจากอุปกรณ์การฟังแบบพิเศษเป็นกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจตอบสนองต่อเสียงเพลง หรือเสียงเพลงทำให้มีการตอบสนองต่ออัตราการเต้นของหัวใจ
·      คุ้ก (Cook , 1981) ได้ศึกษาผลของดนตรีประเภทที่ฟังแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกสงบโดยใช้วิทยุเทปที่มีหูฟัง ในผู้ป่วยมะเร็งขณะได้รับการบำบัดด้วยรังสีเบต้า (Betatron radiation therapy) โดยจัดให้กลุ่มทดลองได้ฟังดนตรี ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้ฟังดนตรีและได้ยินเสียงการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งมีความดังมากกว่า 100 เดซิเบล ตลอดระยะเวลาที่ทำการทดลอง 10 วัน เมื่อสำรวจสภาวะทางอารมณ์ของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ภายหลังการทดลองพบว่า คะแนนที่แสดงออกถึงความวิตกกังวลของกลุ่มทดลองอยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ยิ่งกว่านั้นผู้ป่วยหลายรายกล่าวว่า ดนตรีทำให้ช่วงเวลาของการรักษาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำหรับการใช้หูฟังนั้นทำให้ลดระดับของเสียงจากสภาพแวดล้อมลง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย    รวมทั้งชวนให้รู้สึกว่าการรักษานั้นมีความรื่นรมย์หรรษาด้วย คุ้กยังได้กล่าวยืนยันอีกว่า ดนตรีเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด ในการนำไปใช้กับผู้ป่วย ที่ได้รับสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมที่มากหรือน้อยเกินไป หรือแม้แต่การได้รับสิ่งกระตุ้นที่ไม่มีความหมาย ซึ่งการฟังดนตรีด้วยหูฟังจะสามารถต่อต้านสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้สึกในสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ได้
·      กลูช   (Gluch,1992) ได้ศึกษาการใช้เสียงดนตรีในการเตรียมตัวเพื่อประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา การศึกษานี้เป็นการทดสอบการฟังเสียงดนตรีในการเตรียมตัวเพื่อประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา ผู้เข้ารับการทดลองเป็นหญิง 4 คน ชาย 2 คน เป็นนักกีฬาระดับชั้นนำ เสียงดนตรีที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งก่อนการฝึกซ้อมประจำ การสัมภาษณ์จะใช้คำถามแบบปลายเปิดและปลายปิด โดยมีข้อแม้ว่าข้อมูลดิบที่ได้จะบรรยายถึงแรงจูงใจของนักกีฬาในการฟังเสียงดนตรีในช่วงการแข่งขัน ผลการวิจัยพบว่า การใช้เสียงดนตรีจะช่วยควบคุมระดับแรงจูงใจและช่วยในการตัดสินใจ หรือควบคุมความคิดและอารมณ์ เป็นการยกระดับความสมบูรณ์ของความพร้อมในการแข่งขันเพื่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป และเป็นการอธิบายให้คำแนะนำทางจิตวิทยาการกีฬาอีกด้วย
 
 
·      นักวิทยาศาสตร์ ของ University of California (1993)
การวิจัยเกี่ยวกับ The Mozart Effect : เพลงคลาสสิคทางเลือกใหม่ของการพัฒนาศักยภาพสมองให้เกิดการเพิ่มพูนความทรงจำและความเฉลียวฉลาด(http://faculty.washington.edu/chudler/music.html)
หลายปีที่ผ่านมา ได้มีการทดลองซึ่งได้แสดงให้ทราบว่าการฟังดนตรีคลาสสิคจะทำให้สามารถเพิ่มพูนความทรงจำ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เรียกกันว่าThe Mozart Effect   เพราะว่าเพลงที่คัดเลือกมาใช้มาใช้ในการเพิ่มพูนความจำนั้นเป็นเพลงของ Wolfgang Amadeus Mozart ประชาชนที่ได้อ่านรายงานเกี่ยวกับการทดลองนี้จากวารสารและหนังสือพิมพ์ชื่อดังต่าง ๆ ก็สนใจที่จะฟังเพลงคลาสสิคเพราะว่ามันน่าจะเป็นวิถีทางที่ดีที่จะเพิ่มพูนความจำและเพิ่มความเฉลียวฉลาดทางปัญญา
        การทดลองนี้จุดเริ่มต้นได้ตีพิมพ์ที่ The Journal Nature โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ ของ University of California ที่ เมือง Irvine ในปี 1993 คณะวิจัยได้ทำการวิจัยโดยใช้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยดังกล่าว โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มกำหนดให้ฟังเสียงต่อไปนี้ 10 นาที ได้แก่
        1. เพลง sonata for two pianos in D major   ของ Mozart
        2. เพลง relaxation
        3. ความเงียบ silence
        ในทันทีหลังจากได้ฟังสิ่งที่คัดเลือกเหล่านั้น นักศึกษาแต่ละคนจะได้รับแบบทดสอบ spatial reasoning test (จาก the Stanaford-Binet Intelligence test) ผลได้แสดงว่าคะแนนของนักเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากได้ฟังเพลงของโมร์ซาร์ท เมื่อเปรียบเทียบกับการฟังเพลงจากเทป
relaxation และ ความเงียบ ภายใต้เวลาที่ผ่านไป 10-15 นาทีที่คณะวิจัยได้ทดลองกับกลุ่มทดลอง ซึ่งพวกเขาได้มีความเชื่อว่าความทรงจำจะสามารถถูกเพิ่มพูนได้เพราะว่า ดนตรีและ ความสามารถของทักษะด้านมิติสัมพันธ์และการจินตนาการเกี่ยวกับตำแหน่งและเนื้อที่ของวัตถุในระบบ 3 มิติ และทักษะความฉลาดในการใช้ช่องว่าง(spatial abilities) ภายในสมอง จะมีความสัมพันธ์ร่วมในทางเดินเดียวกันภายในสมอง ดังนั้นพวกเขาจึงได้คิดสรุปว่าดนตรีจะมีส่วนในการช่วยกระตุ้นสมองสำหรับการทดสอบด้วยแบบทดสอบ the spatial reasoning test
·      กอร์ดอน ชอว์ ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์ไวน์ และ ดร.ฟรานซิส โรเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำวิจัยพบว่า การฟังดนตรีของคีตกวีก้องโลก วูลฟ์กัง อมาเดอุส โมซาร์ท แม้เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จะช่วยทำให้สมองของมนุษย์มีการรับรู้ได้เร็วขึ้น
ชอว์ได้ทำการทดสอบกับนักศึกษาจาก 36 สถาบัน โดยให้กลุ่มผู้ถูกทดสอบฟังบทเพลงเปียโนโซนาต้า D เมเจอร์ของโมซาร์ท แล้วจากนั้นทดสอบไอคิว   โดยนักศึกษาจะต้องตัดกระดาษที่พับไว้ และให้เดารูปทรงเมื่อคลี่แผ่นกระดาษออกมา พบว่านักศึกษาที่ฟังบทเพลงของโมซาร์ทระหว่างทำการทดสอบ มีระดับไอคิวสูงขึ้นจากเดิมอีก 9 คะแนน เมื่อเทียบกับผลการทดสอบในห้องเงียบ ๆ ที่ปราศจากเสียงเพลงของโมซาร์ท
ทั้งนี้ คณะวิจัยชุดดังกล่าวแจกแจงว่า ดนตรีคลาสสิคช่วยให้มนุษย์สามารถใช้เหตุผลทางนามธรรมได้สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการเรียนวิชาทางด้านคณิตศาสตร์ ขณะที่การฟังจังหวะเพลงร็อคและเพลงแจ๊ซนิวเอจซ้ำๆ จะทำให้การใช้เหตุผลทางนามธรรมของมนุษย์ลดลง” (ยูเรนัส,2542)
·      ดร.Kenneth Steele และคณะ (1999)
รายงานการวิจัยของคณะนักวิจัยที่ Appalachian State University โดยตีพิมพ์ใน Issue of Psychological Science ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม 1999 Vol.10 Pages 366-369 ดร.Kenneth Steele และ ผู้ร่วมงานวิจัย
ซึ่งได้รายงานอธิบายสรุปสภาวะที่เกิดขึ้นกับสมองดังนี้
        “มีเหตุต่าง ๆ อยู่เล็กน้อยที่เป็นพื้นฐานที่จะช่วยสนับสนุนความเฉลียวฉลาด” ผู้วิจัยได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบ The Mozart Effect ซึ่งได้มีการเจาะลึกถึงผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมด้านดนตรีกับspatial reasoning (ทักษะความมีเหตุผลด้านช่องว่าง) พวกเขาเลือกนักเรียนอนุบาล อายุอยู่ระหว่าง 3-4 ปี มาทำการทดลองอยู่ 8 เดือน โดยเด็กนักเรียนถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1   ให้รับการอบรมบทเรียนทางด้านคีย์บอร์ด
              (Keyboard lessons)
กลุ่มที่ 2   ให้รับการอบรมบทเรียนทางด้านการร้องเพลง
               (Singing lessons)
กลุ่มที่ 3   ให้รับการอบรมบทเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์
              (Compuer lessons)
กลุ่มที่ 4   ไม่ได้รับการอบรม    
              (No lessons)
หลังจากการปฏิบัติ 8 เดือน เด็กเหล่านั้นได้ถูกทดสอบพวกเขา
ในความสามารถทางด้าน put puzzies together (spatial-temporal reasoning) และความทรงจำเกี่ยวกับ shapes (Spatial-recognition reasoning) ผลปรากฎว่าเป็นที่น่าภาคภูมิใจ พวกเขาพบว่ากลุ่มเด็กที่ได้รับการอบรมบทเรียนทางด้านคีย์บอร์ดสามารถทำคะแนนจากการทดสอบ the spatial-temporal test   ได้เพิ่มพูนขึ้น แม้แต่ว่าการทดลองต่อมาจะใช้เวลาสำหรับการอบรมบทเรียนทางด้านคีย์บอร์ดเพียงวันเดียว เด็กเหล่านั้นก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของคะแนน แต่เด็กกลุ่มอื่นไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ในการทดสอบคะแนนจากแบบทดสอบ Spatial-recognition สำหรับการอบรมบทเรียนทางด้านคีย์บอร์ดเพียงวันเดียวพบว่ามีการเพิ่มพูนขึ้นของคะแนน แต่สำหรับกลุ่มอื่นไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของคะแนน
        การทดลองนี้ยืนยันเกี่ยวกับอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการพัฒนาศักยภาพทางสมอง
 
 
 
 
 
 
 
ผลการวิจัยดนตรีคลาสสิกกับการพัฒนาสมอง
( รศ.ดร.นัยพินิช คชภักดี รศ.พญ. นิตยา คชภักดี:2542)
ผลการวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการทางสมองของเด็กสามารถกระตุ้นได้ด้วยดนตรีคลาสสิก
·      ดนตรีคลาสสิกมีท่วงทำนองและจังหวะซับซ้อน จึงอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เหตุผลเชิงความสัมพันธ์สิ่งต่าง ๆ (Spatial – Temporal Reasoning) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
·      จากการวิจัยพบว่าจังหวะเสียงสูงต่ำและความถี่ของเสียงดนตรีอาจช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนภาษาได้ดีขึ้น
·      ดนตรีคลาสสิกอาจช่วยให้ทารกเกิดความรู้สึกสงบสบายขึ้น ทำให้สามารถรับรู้และเข้าใจสภาวะแวดล้อมในระหว่างที่รู้สึกผ่อนคลายได้ดีขึ้น จึงช่วยให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตภายนอกครรภ์มารดาได้ดี
ดนตรีคลาสสิกบางผลงานส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของทารกโดย
·      เพิ่มขีดความสามารถด้านคำพูด อารมณ์
·      พัฒนาสมาธิและความทรงจำ
·      เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองซีกขวา   ซึ่งใช้ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์
ผลการวิจัยพบว่าดนตรีอาจส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น
·      จากการวิจัยพบว่าเด็กอายุ 3 เดือนที่เรียนรู้ทักษะง่าย ๆ ขณะฟังดนตรีคลาสสิกจะสามารถจดจำสิ่งที่ตนเรียนรู้ แม้เมื่อเปิดเพลงเดิมให้ฟังอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน
·      การศึกษาเด็กก่อนวัยเรียนที่ฝึกเล่นเปียโน กลุ่มที่ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกฝนใด ๆ พบว่าในระหว่างการวิจัย เด็กที่เล่นเปียโนเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีความสามารถเข้าใจเหตุผลของความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่าง ๆ ได้รวดเร็วเพิ่มขึ้นถึง 37%
·      การศึกษากลุ่มเด็กอนุบาล พบว่าความสามารถในการจำแนกความสูงต่ำของเสียงสัมพันธ์กับทักษะการเรียนรู้ด้านการอ่านหนังสือ โดยส่งผลให้เด็กสามารถเรียนรู้ในการเปล่งเสียงได้เร็วยิ่งขึ้น
·      เด็กมัธยมปลาย ปีสุดท้ายที่ได้เรียนศิลปะมา 4 ปี หรือมากกว่า จะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์และสอบปากเปล่าของข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา (SAT) ได้สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียน หรือมีประสบการณ์ในวิชาศิลปะถึง 8-12 %
·      การศึกษากลุ่มเด็กอนุบาลพบว่าความสามารถในการจำแนกความสูงต่ำของเสียงสัมพันธ์กับทักษะการเรียนรู้ด้านการอ่านหนังสือ โดยส่งผลให้เด็กสามารถเรียนรู้ในการเปล่งเสียงได้เร็วขึ้น
·      เด็กมัธยมปลาย ปีสุดท้ายที่ได้เรียนศิลปะมา 4 ปี หรือมากกว่านั้น จะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์และสอบปากเปล่าของข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา (SAT) ได้สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียน หรือมีประสบการณ์ในวิชาศิลปะถึง 8-12 %
 
 
 
 
 
 
 
ผลการวิจัยดนตรีคลาสสิกกับการพัฒนาสมอง
(ผศ.ดร.อุษณีย์ โพธิสุข: 2542)
ขณะนี้มีผลงานวิจัยของนักดนตรีชาวเชคโกสโลวาเกียและออสเตรีย พบว่าดนตรีแต่ละอย่างให้ผลต่อคลื่นสมองของมนุษย์โดยตรง เช่น หากเด็กกำลังโกรธเกรี้ยว โมโห เมื่อฟังเพลงคลาสสิคบางเพลง สามารถทำให้สงบลงได้ และงานวิจัยนี้ยังทำละเอียดถึงขนาดเพลงของทุก ๆ วิชา เช่นเวลาจะสอบเลขจะฟังเพลงทำนองใด วิทยาศาสตร์ เพลงประเภทใด ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นเพลงชนืดใด ทั้งนี้และทั้งนั้น เราอาจรีบสั่งซื้อเพื่อให้ลูกเราเก่ง ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร IMF ก็ฉุดไม่อยู่ 
ดังนั้นจากผลการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็ได้รายงานสอดคล้องต้องกันถึงประโยชน์ของดนตรีในฐานะที่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถจะพัฒนาศักยภาพสมองของมนุษย์ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้คงต้องรีบแสวงหาดนตรีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองและคนที่เรารัก และหลีกเลี่ยงดนตรีที่ไม่เหมาะสม เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนที่เรารัก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ 9
เบื้องหลังการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์อริยะ  สุพรรรณเภษัช
จากรายงานผลการวิจัยในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับดนตรี ที่ได้กล่าวมาจะได้เห็นถึงข้อยืนยันอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อมนุษย์ทั้งทางด้านสรีรวืทยาและจิตใจ  ผู้เขียนในฐานะที่ได้รับประสบการณ์ตรงจากที่ได้ทำงานในโรงเรียนถนอมพิศวิทยา และได้พบปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่ครูไม่อาจแก้ไขได้ในแนวทางปฏิบัติเดิมที่เคยทำมาและสร้างปัญหาในห้องเรียนมาก  ได้แก่ปัญหาของนักเรียนที่มีอาการสมาธิสั้น ซึ่งจะมีสมาธิในการเรียนน้อยมาก  ,ปัญหานักเรียนที่มีอาการไฮเปอร์แอกทีพ เป็นเด็กที่ซุกซนผิดปกติไม่อยู่นิ่ง บางคนเดินไปมารอบโรงเรียนไม่เรียนหนังสือ และบางครั้งมีพฤติกรรมก้าวร้าว นอกจากนี้ยังพบนักเรียนที่มีปัญหาการอ่าน,การพูด,การเขียนช้ากว่าปกติ
     จากพื้นฐานที่สนใจในความรู้ด้านการพัฒนาสมาธิแต่เดิมมา และได้เข้าอบรมในคอร์สการอภิวัฒน์สมองด้วยดนตรีของอาจารย์สถิตย์ธรรม เพ็ญสุข ประกอบกับการได้เข้าสัมมนาเกี่ยวกับปัญหาเด็กพิเศษ ได้ความรู้ความเข้าใจจากแพทย์ในการนำดนตรีมาใช้บำบัดเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนกลุ่มนี้ได้ และยังอาจเป็นประโยชน์กับนักเรียนอื่น ๆ ด้วย  ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการทำการค้นคว้าศึกษา เพื่อที่จะนำดนตรีไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพสมองของเด็ก  แต่ปัญหาที่ประสบก็มีค่อนข้างมาก คือ
ประการแรก ข้าพเจ้าเองมีความรู้ทางด้านดนตรีพื้นฐานน้อยมาก ตอนเด็กเคยเรียนเปียโน ที่โรงเรียนดนตรีสยามกลกาล มาประมาณ 2 ปีเท่านั้น  ทำให้ต้องเสียเวลาอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก
ประการที่ สอง ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมากที่ต้องจัดหาซื้อเทปและซีดีมาศึกษาค้นคว้า  รวมแล้วหลายแสนบาท
ประการที่สาม  ดนตรีบางประเภทเช่น กลุ่มเพลง NEW AGE MEDITATION  เทปหรือซีดีที่ใช้ค้นคว้าหาได้ยากที่สุดเพราะส่วนใหญ่ผลิตจากต่างประเทศและไม่ค่อยมีการนำเข้ามาในประเทศไทย
ประการที่สี่  หลักการในการประยุกต์ใช้ดนตรีในการพัฒนาศักยภาพสมอง  หาผู้รู้ในเรื่องนี้น้อยมากและมักปกปิดเป็นความลับ  ทำให้ต้องศึกษาค้นคว้าหาหลักการด้วยตนเองอย่างยากลำบากและไม่รู้ว่าจะค้นพบหรือไม่ 
ปัญหาใหญ่ 4 ประการดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้ามีอุปสรรคมากโดยเฉพาะในระยะแรกที่ได้ศึกษาค้นคว้า  แต่ทว่าเป็นที่โชคดีของข้าพเจ้าที่ท่านอาจารย์สถิตย์ธรรม เพ็ญสุข  ประธานองค์กรพุทธศาส์นและจักรวาล ซึ่งท่านได้ค้นคว้าทางด้านดนตรีกับการพัฒนาศักยภาพสมองมาเป็นเวลานานมาเป็นที่ปรึกษาในการศึกษาค้นคว้าและถ่ายทอดเทปและซีดีในกลุ่มดนตรี NEW AGE MEDITATION ซึ่งท่านมีมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย ที่หาได้ยากจำนวนมากให้ข้าพเจ้าได้ค้นคว้า นอกจากนั้นยังเป็นอาจารย์ที่สอนในวิชาด้านสมาธิเป็นให้ข้าพเจ้าด้วย ทำให้การศึกษาค้นคว้าของข้าพเจ้าได้ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
   นอกจากกลุ่มดนตรี NEW AGE MEDITATION ข้าพเจ้าได้ศึกษาวิเคราะห์กลุ่มดนตรีคลาสสิคเนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากกรณีอิทธิพลของ The Mozart Effect  รวมทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ เพราะเทิดทูนในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ทางด้านดนตรี ทำให้เพิ่มความหลากหลายในการประยุกต์ใช้ดนตรีเพื่อการพัฒนาศักยภาพสมองมากขึ้น
   การค้นคว้าหาหลักการเพื่อประยุกต์ใช้ได้ค้นคว้าจากหนังสือทางด้านสมองและดนตรี ,เอกสารที่ดาวน์โหลดมาจากเวปไซด์ที่เกี่ยวข้องทางด้านสมองและทางการแพทย์ ประสานกับการฝึกฝนทางด้านสมาธิอย่างหนักของข้าพเจ้าซึ่งแรงพลักดันที่สำคัญเกิดจากได้อ่านหนังสือโอมมณีปัทมาหุม  ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Third Eye   ผู้แต่งชื่อ ดร.   ล๊อบสัง  รัมปา  ซึ่งเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอภิญญาตาทิพย์ชาวธิเบต เป็นทำให้สนใจในการฝึกวิชาสมาธิในสายของโยคะและวิชาสายตันตระของลามะธิเบต   ได้พยายามเสาะแสวงหารวบรวมตำราการฝึกสมาธิแบบต่าง ๆ มามาฝึกฝนเป็นจำนวนมาก   ต่อมาได้มีโอกาสไปเรียนวิชาต่าง ๆ เพิ่มเติม  จากสำนักสมาธิต่าง ๆ ได้แก่ วิชามโนมยิทธิ ของพระราชพรหมญาณ   วัดท่าซุง,วิชาพลังจักรวาลจากท่านอาจารย์เลืองมินด๊างนาสิรา นาราดา  สำนักมูลนิธิพลังจักรวาล, วิชาพลังปิรามิดไขกระดูก  จากฆราวาศธรรมนิรนาม  ,วิชาสมาธิธิเบตระดับต้นถึงระดับสูงและวิชาอภิวัฒน์สมองจากองค์การพุทธศาส์นและจักรวาล จากอาจารย์สถิตธรรม เพ็ญสุข ,วิชาอาณาปานสติ 16 ขั้น จากพระครูศรีกิตติสุนทร พระอาจารย์สอนวิปัสนากรรมฐานแห่งวัดเบญจมบรพิตร ,วิชาพรหมฤาษี และฝึกการเชื่อมกับขุมพลังนอกพิภพ จากวิชาพลังดาวศักสิทธิ์  (God Star Meditation)
ในระยะต่อมาเมื่อมาสนใจทางด้านดนตรีได้เข้าฌาณฝึกสมาธิแบบเพ่งจิตตามหลักการของโยคะตามจุดต่าง ๆ ของบริเวณศีรษะ,หูและต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อสร้างความพร้อมของร่างกายกับสมองต่อการรับสัมผัสจากคลื่นเสียงจากดนตรี  เพื่อให้เกิดความชำนาญในการแยกแยะและสัมผัสกับพลังของคลื่นเสียง  
ในสมาธิระดับฌาณ ประกอบกับการใช้โสตประสาทฟังคลื่นเสียงจากดนตรี New Age Meditation มากกว่า 1000 เพลง และเพลงคลาสสิกมามากมายกว่าสองพันเพลงเพื่อทำการคัดเลือกแยกแยะเพลงเท่าที่ศักยภาพของตนเพื่อหาหลักการที่ใช้ในการพัฒนาศักยภาพแต่ก็ยังไม่พบ
  วันหนึ่งได้เข้าอินเตอร์เน็ตได้เปิดเวปไซต์ของห้องสมุดวิทยพัฒน์http://www.wphat.simplenet.com  เปิดดูนิทรรศการผ่าสมองไอสไตน์ได้ภาพหนึ่งที่แสดงตำแหน่งต่างๆ ของพูสมอง ซึ่งเป็นภาพสำคัญทำให้เกิดแนวคิดบางอย่างขึ้นแต่ยังคิดไม่ออกว่าจะพัฒนามาเป็นหลักการได้อย่างไร  ก็เลยได้นั่งสมาธิใหม่เปิดดนตรีสมาธิระดับคอสมิกเวฟและเข้าสมาธิในระดับที่สูงและลึกมาก และได้จัดให้น้ำไหลจากฝักบัวผ่านศีรษะอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างความผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นความคิด  ข้าพเจ้าได้เกิดสภาวะทางสมาธิจิตที่เรียกว่าอุเพงคาปิติคือรู้สึกตัวเบาสบายเหมือนตัวลอยอยู่ในอากาศ และเกิดนิมิตเป็นอากาศสีขาวบริสุทธิ์มาคลุมตัวข้าพเจ้าเองจนทั่วทั้งตัวและทำให้ข้าพเจ้าเองได้กลายเป็นอากาศสีแก้วใสไปด้วย 
ในขณะนั้นคลื่นสมองได้เข้าอยู่ในสภาวะเตตร้าเวฟ (TETRA-WAVE)  ทำให้ข้าพเจ้าเกิดประกายความคิดแห่งความสร้างสรรค์เกิดขึ้น  ทำให้ได้ก่อกำเนิดในสิ่งใหม่ที่ไม่มีใครเคยคิด,เคยเขียน,เคยพูดมาก่อน   เกิดชื่อวิชาสมาธิสมอง(Brain Meditation)และหลักการตลอดจนแนวปฏิบัติของวิชา (ดูรายละเอียดใน ภาคผนวก)  และทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา ขึ้นมา ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความซาบซึ้งและได้เข้าใจถึงสภาวะที่นักคิดต่าง ๆ ในโลกได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ขึ้นมาที่ เช่น อาร์คีมีดิส ค้นพบหลักความหนาแน่นของของแข็ง เมื่อนอนอยู่ในอ่างอาบน้ำ,เซอร์ไอแซคนิวตันค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงโลกขณะนอนอยู่ใต้นต้นไม้อย่างสบายใจ หรือ ดร.อาจอง ชุมสายได้ค้นคิดแบบการสร้างยานอวกาศให้กับองค์การนาซ่า จากการนั่งสมาธิบนภูเขา  เนื่องจากสภาวะที่ผ่อนคลายนี้ทำให้คลื่นสมองปรับสมดุลไปสู่สภาวะคลื่นสมองระดับเตตร้าเวฟ ได้ดีขึ้น ทำให้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ขึ้นมา 
จากหลักการในวิชาสมาธิสมองและทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญาได้นำประยุกต์ใช้ทำให้สร้างหลักการการพัฒนาศักยภาพสมองโดยใช้ดนตรีขึ้น  โดยได้ทำเปิดฟังดนตรีเหล่านี้พร้อมพิจารณาตรวจสอบดูพลังจากคลื่นของเสียงเพลงอย่างละเอียดอ่อนเพิ่มเติมถึงปฏิกิริยาของพลังคลื่นเสียงที่มากระทบกับพูสมองส่วนต่าง ๆ,สมองส่วนกลาง,สมองส่วนท้ายและก้านสมอง เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนา
กรณีเพลงคลาสสิค(Classic Music)
พบว่าเพลงคลาสสิคที่ได้ศึกษาและสะสม มีเพลงที่มีศักยภาพสูงจริง ๆ ต่อการพัฒนาศักยภาพทางสมอง ที่ได้คัดเลือกไว้ได้ประมาณ 200 เพลงเท่านั้น โดยยึดหลักศักยภาพของพลังคลื่นเสียงที่มีผลต่อสมองและร่างกายตลอดจนความต่อเนื่องของพลังของเพลง นั้น ๆ     จากการสัมผัสต่อพลังเพลงเหล่านี้อย่างลึกซึ้งในเบื้องต้นพบว่าสามารถแยกกลุ่มเพลงคลาสสิคที่คัดเลือกไว้ ได้หลายกลุ่ม  เช่น
1. กลุ่มดนตรีสมาธิ  (Meditation Music)
2. กลุ่มดนตรีกระตุ้นศักยภาพสมองและร่างกาย(Energizing Music)
3. กลุ่มดนตรีพัฒนาสุนทรียภาพทางอารมณ์และจิตใจ (Emotional Music)
4. กลุ่มดนตรีกระตุ้นการตื่นตัวของสมอง ( Activator Music )
นอกจากนี้จากการค้นพบวิชาสมาธิสมองเมื่อได้ศึกษาสัมผัสกับดนตรีคลาสสิคที่ละเอียดขึ้นก็พบว่าพลังจากคลื่นเสียงของดนตรีคลาสสิคมีผลกระทบเป็นพิเศษต่อสมองส่วนต่าง ๆ  และระบบประสาทร่างกาย    ทำให้สามารถแยกแยะเพลงออกเป็นกลุ่ม ๆ ต่าง ๆ อย่างลีกซึ้งพิศดารเพิ่มเติมได้ดังนี้***
1.  กลุ่มดนตรีที่กระตุ้นสมองส่วนฟรอนทัลโลบ(Frontal lobe) 
    ดนตรีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าไปกระตุ้นเกี่ยวกับการคัดเลือกสิ่งเร้าและเตรียมความพร้อมด้านสมาธิในระดับต้น  ตลอดจนควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ แขนขาและใบหน้าด้วย
2.  กลุ่มดนตรีที่กระตุ้นสมองส่วนพาไรทัลโลบ(Parietal lobe)
     ดนตรีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดการพัฒนาสมาธิในระดับสูง ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ จินตภาพ ทักษะด้านคณิตศาสตร์  ความรู้สึกสัมผัส  ความลึกซึ้งในสุนทรียภาพทางดนตรี  และจินตนาการเกี่ยวกับตำแหน่งและเนื้อที่ของวัตถุในระบบสามมิติ Spatial temporal resoning
3. กลุ่มดนตรีที่กระตุ้นสมองส่วนเทมพอรัล โลบ ( Temporal lobe) ดนตรีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอารมณ์ที่ดีและความซาบซึ้งในสุนรียภาพของดนตรี
4. กลุ่มดนตรีที่กระตุ้นสมองส่วนลิมบิคโลบ  (Limbic lobe)  หรือ limbic system ดนตรีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอารมณ์ที่ดี ,การแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม,ความทรงจำ(Memory) และความซาบซึ้งในสุนทรียภาพของดนตรี
5. กลุ่มดนตรีที่กระตุ้นก้านสมองและระบบประสาทในร่างกาย
ดนตรีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าไปกระตุ้นก้านสมอง,สมองส่วนต่าง ๆ และต่อมไร้ท่อ ในร่างกาย  ทำให้กระแสประสาทในร่างกายเคลื่อนย้ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  สร้างความคึกคักกระตือรือล้นในการเรียนรู้  ความคิดว่องไวมากขึ้น  สร้างความพร้อมในการเรียนทางคณิตศาสตร์ ลดอาการซึมและการเรียนรู้ช้า
**( ซึ่งการคัดเลือกแยกแยะเพลงของข้าพเจ้าอาจจะไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการทางดนตรีสากลมาตรฐานที่ท่านผู้รู้ทางด้านดนตรีมีอยู่มากมายทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ โดยที่ตัวข้าพเจ้ามีความรู้ด้านดนตรีอยู่เพียงเล็กน้อยไม่อาจเอื้อมที่จะกล่าวอ้างเป็นผู้รอบรู้ทางด้านดนตรีไม่  ซึ่งต้องขอกราบอภัยกับท่านผู้รู้ทั้งมวลไว้ ณ ที่นี้  ทั้งหมดเป็นการใช้สมาธิจิตในการคัดเลือกล้วน ๆ จึงเรียนไว้เพื่อทราบ การกระทำของข้าพเจ้าเป็นเรื่องของปัจจัตตัง รู้ได้ด้วยตนเองโดยแท้ ไม่อาจบอกให้กับคนอื่นให้รู้ซึ้งได้โดยทันทีทันใดด้วยคำพูดและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพราะเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนทางจิต แต่ถ้าผู้อ่านได้มาฝึกฝนปฏิบัติในกระบวนการที่ข้าพเจ้าปฏิบัติมาก็อาจค้นพบหลักการดังกล่าวได้ด้วยตนเองเช่นเดียวกัน )
สำหรับดนตรีคลาสสิคที่มีผลกระทบเป็นพิเศษต่อสมองและระบบประสาทส่วนต่าง ๆ ที่ได้แยกแยะไว้  ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่และยังไม่มีใครเคยเขียนและแยกแยะประเภทไว้เช่นนี้มาก่อน    ซึ่งข้อสรุปยืนยันผลที่ได้จากเพลงกลุ่มดังกล่าวอย่างกว้างขวางกอร์ปด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการอย่างสมบูรณ์  คงจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าและวิจัยผลของเพลงเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป    
 
 
ดนตรีสมาธินิวเอจ(New Age Music Meditation)
 สำหรับงานดนตรีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ผลิตในต่างประเทศ ลักษณะของดนตรีจะมีสไตล์ที่แผกพิเศษไม่เหมือนใคร  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย  ด้วยการสร้างการประสานกลมกลืนกันระหว่างร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ  ดนตรีสไตล์นี้  ไม่มีท่วงทำนอง ลีลา หรือจังหวะชัดแจ้ง ที่จะทำให้จำได้  ทว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับฟังระหว่างการทำสมาธิ  เล่นโยคะ การนวดเพื่อบำบัด  ตลอดจนในศูนย์สุขภาพต่าง ๆ     ในเมืองไทยมีการนำเข้ามาจำหน่ายน้อยมาก  จะต้องเดินทางไปซื้อยังต่างประเทศ เช่น ในอังกฤษ,สหรัฐอเมริกา เป็นต้น หรือสั่งซื้อผ่านทางอินเตอร์เน็ต และราคาค่อนข้างแพงถึงแพงมาก  ซีดีดนตรีประเภทนี้ราคาขั้นต่ำ 500 บาทจนถึง 1,000 บาท  บางแผ่นที่มีคุณภาพดนตรีสูง ๆ ราคาเกิอบสามพันบาทต่อแผ่น ทำให้การศึกษาดนตรีแนวนี้ทำได้ค่อนข้างยากเพราะมีทรัพยากรจำกัดและมีราคาแพง 
 ดนตรีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นดนตรีที่เหมาะในการการกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกายและพัฒนาสมาธิในระดับสูง  นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่จะสามารถใช้กับการพัฒนาสมาธิในระดับต้นและในระดับกลางได้  ซึ่งการใช้ดนตรีกลุ่มนี้ต้องอยู่ในการควบคุมของอาจารย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น  เพราะการใช้ดนตรีที่มีศักยภาพสูงโดยขาดความรู้อาจให้โทษกับผู้ฟังได้
ดนตรีที่เหมาะสมสร้างความความกระฉับกระเฉงและความตื่นตัว
ต่อการเรียนรู้ต่อสิ่งต่าง ๆ    ดนตรีคลาสสิกบางเพลงและดนตรีนิวเอจในด้านสมาธิหรือเมดิเตชั่น  สามารถมีผลต่อการกระตุ้นต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในร่างกาย  หรือที่โยคะเรียกว่าจักรา  ทำให้คลื่นกระแสประสาทในร่างกายมีการเดินทางไปมาในร่างกายได้อย่างมีพลังสมบูรณ์มากขึ้น สามารถส่งกระแสประสาทจากอวัยวะผ่านกระดูกสันหลังไปสู่สมอง หรือจากสมองผ่านกระดูกสันหลังไปยังอวัยวะได้ดีขึ้น  
ซึ่งกระแสประสาทที่ส่งจากอวัยวะผ่านกระดูกสันหลังจะส่งไปยังจุดรวมซึ่งเป็นชุมทางของกระแสประสาทที่สำคัญภายในสมอง ซึ่งเราเรียกว่าก้านสมอง และจากก้านสมองก็สามารถส่งไปสมองส่วนต่าง ๆ ได้ด้วยกลุ่มเซลประสาทสำคัญภายในก้านสมองซึ่งเราเรียกว่า เรติคูลาร์  ฟอร์เมชั่น (ศูนย์ประสาทตื่นตัว)(Reticular formation) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหลั่งสารสื่อที่สำคัญ ได้แก่ อเซทิลโคลิน,โดปามิน,นอร์เอปิเนฟรีน และเซราโตนิน   ทำหน้าที่รับความรู้สึกที่มาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านไขสันหลัง ก้านสมอง  แล้วส่งออกไปสมองส่วนต่าง ๆ ทำสมองให้ตื่นตัวรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวตลอดเวลา  และมีความสนใจตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ จากบทที่ผ่านมาว่าด้วยการศึกษากลไกการทำงานของสมองและเสียงดนตรีกับการพัฒนา E.Q. พบว่าการกำหนดลมหายใจตามแนวของอาณาปานสติ   จะเป็นการช่วยไปกระตุ้นให้กลุ่มเซลเรติคูลาร์ ฟอร์เมชั่น ในก้านสมองตื่นตัวขึ้นกว่าปกติ  ก็จะทำให้กระแสประสาทที่จะส่งไปยังสมองส่วนต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น  ทำให้สมองและจิตใจเกิดความตื่นตัวรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวตลอดเวลา ได้มากขึ้น และมีความสนใจตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ  ได้ดีขึ้น มีสมาธิตั้งใจมั่นได้มากขึ้น  นอกจากนี้พบว่าคีตกวีดนตรีแนวนิวเอจ  กลุ่มเพลงแนว ดนตรีโยคะสมาธิ  (Yoga Meditation) บางท่าน  ได้สร้างเพลงที่มีประสิทธิภาพต่อการส่งคลื่นเสียงดนตรีออกมากระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในร่างกาย มีผลทำให้เพิ่มกำลังของกระแสประสาท  ทำให้กระแสประสาทที่รวบรวมผ่านกระดูกสันหลังไปยังก้านสมอง และผ่านไปสู่สมองส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น มีผลต่อการปรับเปลี่ยนทำให้สมองก้าวไปสู่ความมีสมาธิที่ลึกซึ้งและพลังปัญญาที่กว้างไกล  นับว่าเป็นการอภิวัฒน์สมองในแบบก้าวกระโดดนั่นเอง
ข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่จะนำดนตรีไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพสมองและสมาธิ
 ก่อนที่จะหาซื้อและนำเทปเพลงคลาสสิคหรือเพลงพัฒนาสมาธิไปเปิดฟังนั้น  จำเป็นต้องศึกษาถึงที่มาของเทปหรือซีดีเหล่านั้นว่าบริษัทผู้คัดเลือกเพลงดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้จริงและมีประสบการณ์ในเรื่องเกี่ยวกับดนตรีที่ใช้ในการพัฒนาศักยภาพสมองและสมาธิหรือไม่ หรือสักแต่คัดเพลงดัง ๆ เรียง ๆ ลงไปเพื่อการค้าเท่านั้น  โดยขาดการศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริง  ดนตรีที่จะใช้เพื่อการพัฒนาศักยภาพสมองและสมาธิอย่างสมบูรณ์ต้อง  ผ่านการคัดเลือกโดยศึกษาถึงพลังดนตรี,ความต่อเนื่องแห่งพลัง ,จังหวะความเร็วช้าของเพลงซึ่งบางครั้งการเร็วเกินไป หรือช้าเกินไปก็มีผลต่อศักยภาพของเพลง และการเรียงลำดับเพลง  ในเพลงชุดเดียวกันถ้าการเรียงเพลงในเทปหรือซีดี อย่างไม่ถูกต้อง  ผลที่ได้รับต่อการพัฒนาศักยภาพสมองก็ต่างกันอย่างมากมาย  
นอกจากนี้การที่จะนำเพลงไปใช้กับเด็กนั้นจะต้องให้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการเลือกเพลงที่จะใช้เพราะเด็กมีโสตประสาทอันละเอียดอ่อน  และสมองพร้อมที่จะพัฒนา  การจัดเพลงที่ไม่เหมาะสม,การเรียงลำดับเพลงที่ไม่เหมาะสม หรือความดังค่อยไม่เหมาะสมเปิดให้กับเด็กฟังแทนจะเกิดประโยชน์  กลับจะเกิดโทษต่อเด็กได้โดยที่ท่านไม่รู้ตัว  การที่จะนำดนตรีไปใช้ พึงกระทำโดยการมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้สามารถแยกแยะความเหมาะสมของดนตรีต่อผู้ฟังและมีทักษะในการตรวจสอบควบคุมในระหว่างการเปิดดนตรี  และเคล็ดลับสำคัญคือพลังสมาธิของผู้ฝึกสอนซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จของความรวดเร็วในการพัฒนาศักยภาพทางสมองด้วยดนตรีเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีการนำพลังสมาธิไปใช้ประกอบดนตรีอย่างเหมาะสม
 
 

บทที่ 10
ประสบการณ์ในนำดนตรีมาประยุกต์
ใช้ในการพัฒนาศักยภาพสมองในสถานศึกษา
    จากการศึกษาค้นคว้าทางการแพทย์พบว่าเด็กในระดับอายุ 1-6 ปี มีศักยภาพที่จะพัฒนาสมองได้ดีที่สุดเพราะเป็นช่วงที่สมองมีการเจริญเติบโตสูงซึ่งเป็นระยะเวลาที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาสมองของเด็ก รวมทั้งการพัฒนาทางด้านภาษาที่สองด้วย ดังนั้น
ในปี พ.ศ. 2543 ทางโรงเรียนถนอมพิศวิทยาโดยอาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช ได้จัดตั้งศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาและได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการใช้กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญากับการพัฒนาทางสติปัญญาของนักเรียนในระดับอนุบาล 3 ในเทอม 1 ปีการศึกษา 2543 ดังมีรายงานงานการทดลองไว้ดังนี้
1. การทดลองเรื่องการพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา 
(คณะผู้ทดลอง อริยะ สุพรรณเภษัช,อิสริยา อุไรสมสุรัติ, อัญชลี คนล้ำ,ขวัญใจ รุ่งขจรกลิ่น,เพทาย บุญรัตน์)
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญากับเด็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมแบบปกติ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ  เด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุระหว่าง 4-5 ปี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543  โรงเรียนถนอมพิศวิทยาจำนวน 2 ห้องเรียน  ห้องเรียนละ 32 คน โดยการสุ่มอย่างง่ายและทำการคัดเลือกกลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกิจกรรมแบบปกติ  โดยกลุ่มทดลองปฏิบัติในกิจกรรมในศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา จำนวน 11 ครั้ง ๆ ละ 2 ชั่วโมง  รวมระยะเวลา 22 ชั่วโมง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ  เทปบันทึกเสียงดนตรีที่
อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช ผู้ทดลองได้สร้างขึ้น และแบบสอบวาด
ภาพของกู๊ดอีนัพ-แฮร์ริส  ซึ่งเป็นแบบสอบความสามารถทางสติปัญญาวัฒนธรรมเสมอภาค รูปแบบของการศึกษาวิจัยเป็นแบบ  Randomized Control-Group Pretest-Posttest Design   สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  t - test  แบบIndependent  ของสก๊อต(Scott)
ตารางเปรียบเทียบพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด
กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญากับเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมปกติ
กลุ่มตัวอย่าง จำนวนนักเรียน ค่าคะแนนเฉลี่ย    ของผลต่าง
Posttest-Pretest ค่า Standard Deviation  ของผลต่าง
Posttest-Pretest t
กลุ่มทดลอง 32 15.94 8.96 2.33**
กลุ่มควบคุม 32 9.06 14.06 
   **  มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 จากตาราง แสดงว่า  เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญามีการพัฒนาการทางสติปัญญาสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 
ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากครูประจำชั้นและผู้ปกครองนักเรียน
ภายหลังจากการเข้ากิจกรรม  พบว่าเด็กนักเรียนในห้องมีสมาธิในการเรียนดีขึ้น,  ขยันอ่านและเขียนหนังสือมากขึ้นตอลดจนมีความประพฤติเรียบร้อยมากขึ้น
 
 
2. การทดลองเรื่องพฤติกรรมการนอนพักกลางวันของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา 
(คณะผู้ทดลอง อริยะ สุพรรณเภษัช, อัญชลี คนล้ำ,ขวัญใจ รุ่งขจรกลิ่น,บุศรา ชูเชิด)
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการนอนพักกลางวันของเด็กปฐมวัยระหว่างช่วงระยะเวลาก่อนที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญากับช่วงระยะเวลาหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ  เด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุระหว่าง 4-5 ปี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543  โรงเรียนถนอมพิศวิทยาจำนวน 1 ห้องเรียน  ห้องเรียนละ 32 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย
กลุ่มทดลองให้ได้รับการนอนพักกลางวันในศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา จำนวน 5 วัน ๆ ละ 2 ชั่วโมง   โดยจัดกิจกรรมความเงียบเพื่อสังเกตพฤติกรรมการนอน หลังจากนั้นกลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาในศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา จำนวน 11 วัน ๆ ละ 2 ชั่วโมง  รวมระยะเวลา 22 ชั่วโมง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ  เทปบันทึกเสียงดนตรีที่อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัชได้สร้างขึ้น  รูปแบบของการศึกษาวิจัยเป็นแบบ  One Group Pretest-Posttest Design   สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  Mean(ค่าเฉลี่ยเลขคณิต) และการหาค่า %
 
 
 
 
ตารางแสดงผลการสังเกตพฤติกรรมการนอนกลางวันของนักเรียนชั้นอนุบาล3
 
ครั้งที่ *หลับช้า **หลับเร็ว ***ไม่หลับ รวมนักเรียน กิจกรรม
1          24           5              3            32     ความเงียบ
2          27           2              3            32     ความเงียบ
3          21           7              4            32     ความเงียบ
4          23           5              4            32     ความเงียบ
5          22           8              2            32     ความเงียบ
6          24           7              1            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 1
7          28           3              1            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 2
8          26           3              3            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 3
9          29           2              1            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 4
10        30           1              0            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 5
11        28           1              3            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 6
12        31           1              0            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 7
13        32           0              0            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 8
14        32           0              0            32    กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 9
15        32           0              0            32   กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 10
16        32           0              0            32   กิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาครั้งที่ 11
*  หลับเร็ว     หมายถึง  นักเรียนที่หลับภายใน 10 นาทีเมื่อเริ่มนอน
** หลับช้า       หมายถึง  นักเรียนที่หลับภายหลัง 10 นาทีเมื่อเริ่มนอน
***ไม่หลับเลย  หมายถึง นักเรียนไม่หลับตลอดระยะเวลาที่จัดให้นอน

ผลการทดลอง
สรุปผลการสังเกตพฤติกรรมการนอนกลางวันของนักเรียนก่อนเข้ากิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา
ครั้งที่ หลับเร็ว หลับช้า ไม่หลับ จำนวนนักเรียน
   1      24         5         3            32
   2      27         2         3            32
   3      21         7         4            32
   4      23         5         4            32
   5      22         8         2            32
ค่าเฉลี่ย23.4     5.4      3.2 
%        73.1   25 1    6.875
สรุปผลการสังเกตพฤติกรรมการนอนกลางวันของนักเรียนภายหลังเข้ากิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา
ครั้งที่  หลับเร็ว หลับช้า ไม่หลับ จำนวนนักเรียน
   6       24        7          1            32
   7       28        3          1            32
   8       26        3          3            32
   9       29        2          1            32
10        30        1          0            32
11        28        1          3            32
12        31        1          0            32
13        32        0          0            32
14        32        0          0            32
15        32        0          0            32
16        32        0          0            32
ค่าเฉลี่ย 29.4545          1.636364              0.818182 
%         92.045            5.1136                  2.55625 
 
 
 
ตารางเปรียบเทียบพฤติกรรมการนอนกลางวันของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญา
พฤติกรรมการนอน
ของนักเรียน %ของการหลับเร็วของนักเรียน %ของการหลับช้า
ของนักเรียน %ของการไม่หลับ
ของนักเรียน
     หลังการทดลอง  92.045  5.1136  2.55625
    ก่อนการทดลอง   73.125  16.875  10
%ของผลต่างของพฤติรรมการนอนของนักเรียน
หลังทดลอง-ก่อนทดลอง 18.92 -11.7614 -7.44375
 จากตาราง แสดงว่า  เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญามีการพฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีโดยการเพิ่มปริมาณของของนักเรียนที่หลับเร็ว  18.92 %  และลดปริมาณของนักเรียนที่การหลับช้าและไม่หลับของนักเรียนลง เป็นจำนวน 11.7614 %และ7.44375 % ตามลำดับ  ซึ่งการที่นักเรียนสามารถนอนหลับได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เกิดปัญหาการหลับช้าหรือการนอนไม่หลับในระหว่างช่วงเวลาภายหลังรับประทานอาหารกลางวัน  ทำให้นักเรียนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่อันจะเป็นผลดีในแง่ของสุขภาพทางร่างกายและจิตใจตลอดจนการพัฒนาการของนักเรียน 
 
 
 

บทที่  11
แนะนำศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา,การพัฒนางานทดลอง
   และแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพสมองด้วยดนตรี   
 ศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาที่กำเนิดขึ้นเกิดจากแรงบันดาลใจที่สำคัญคือความเมตตาต่อเด็กผู้ที่มีปัญหาทางศักยภาพสมอง  การจัดตั้งมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1. เพื่อพัฒนาศักยภาพสมองให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยการกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ และสร้างความสมดุลของสมองซีกซ้ายและซีกขวา  ตลอดจนการพัฒนาไปสู่ สมาธิและปัญญา
2. เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการแนะแนวสำหรับนักเรียนในโรงเรียนถนอมพิศวิทยาและผู้สนใจทั่วไป
3. เพื่อการค้นคว้าวิจัยในการพัฒนาศักยภาพทางการศึกษา
4. เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนและการทำงาน
5. เพื่อเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่าง ๆ
6. เพื่อสร้างศักยภาพสำหรับการก่อให้เกิดความคิดริเริ่มและการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีงาม
7. เพื่อพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) , ความเฉลียวฉลาดทางปัญญา (I.Q.) และทักษะทางจริยธรรม(M.Q.)
8. เพิ่มพลังจิตใต้สำนึกมีความสงบสุขในจิตใจ
9. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้มากขึ้น
 

กิจกรรมของศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
ปีพ.ศ. 2541
ศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในโดย อาจารย์อริยะ  สุพรรณเภษัช เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ทำการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการค้นหาหลักการในการฝึกสมาธิ,เขียนหนังสือและการบรรยายทางวิชาการ 
ปี พ.ศ. 2542
อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช ได้มีผลงานเป็นหนังสือฉบับแรกคือ คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง และได้รับเชิญเป็นวิทยากรรับเชิญบรรยายเรื่องสมาธิเด็ก ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่วิทยาลัยรัชต์ภาคย์ ในระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม พ.ศ.2542
ปี พ.ศ. 2543 
•  มิถุนายน   ทางศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาได้รับการจัดสรรห้องเรียนเพื่อตั้งที่ทำการศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาอย่างถาวรขึ้นที่ชั้นที่ 1อาคาร 35 ปี โรงเรียนถนอมพิศวิทยา เพื่อการวิจัยและพัฒนาศักยภาพแก่บุคลากรและนักเรียนภายในโรงเรียน
• เมษายน   อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช ร่วมกับ อาจารย์วรพล คงแก้ว    ได้ทดลองเปิดคอร์สพัฒนาสมองโดยการใช้คณิตศาสตร์กับดนตรี  เป็นรุ่นแรก กับนักเรียนผู้สนใจในโรงเรียนถนอมพิศวิทยา
• กรกฎาคม  ศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาได้เปิดการสอนอบรมวิชาสมาธิสมอง ระดับที่ 1  รุ่นที่ 1  แก่ครูในโรงเรียนผู้สนใจ
• ตุลาคม    อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช ได้มีผลงานทางวิชาการเป็นหนังสือฉบับที่ 2  คือ “การพัฒนา E.Q. ด้วยเสียงเพลง”
• พฤศจิกายน     จากการได้รับความสำเร็จจากผลการทดลอง ศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาได้ขยายผล  โดยจัดกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาให้กับนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1-3  ของโรงเรียนถนอมพิศวิทยา จำนวนนักเรียนที่เข้ารับการอบรมในเทอม 2 ปีการศึกษา 2543  จำนวน 663 คน  
กิจกรรมการค้นคว้าทดลองของศูนย์อภิวัฒน์ปัญญาในการพัฒนาศักยภาพทางสมองด้วยดนตรีภายในโรงเรียนถนอมพิศวิทยา โดยอาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช ประจำปีการศึกษา 2543  มีดังต่อไปนี้
• เรื่องการพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมอภิวัฒน์สมองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนถนอมพิศวิทยา เริ่มการทดลอง สิงหาคม 2543 สิ้นสุดการทดลอง เดือนตุลาคม 2543 
• เรื่องกิจกรรมอภิวัฒน์สมอง ต่อพฤติกรรมการนอนของเด็กนักเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนถนอมพิศวิทยา เริ่มการทดลอง สิงหาคม 2543 สิ้นสุดการวิจัย เดือนตุลาคม 2543
• เรื่องกิจกรรมพัฒนาสมาธิด้วยเสียงเพลงต่อพฤติกรรมการแสดงออกและความตั้งใจเรียนของนักเรียนโรงเรียนถนอมพิศวิทยาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ภายใต้โครงการพัฒนาสมาธิด้วยเสียงเพลง เริ่มการทดลอง สิงหาคม 2543 สิ้นสุดการทดลอง เดือนมีนาคม 2544
• เรื่องกิจกรรมอภิวัฒน์สมอง ต่อพฤติกรรมนักเรียนโรงเรียนถนอมพิศวิทยา ที่มีอาการสมาธิสั้น   เริ่มการทดลอง พฤศจิกายน 2543 สิ้นสุดการทดลอง เดือนมีนาคม 2544
 
 
 
 
 
 
บทที่ 12
หลักสูตรการอภิวัฒน์ปัญญา
นวัตกรรมใหม่ของการพัฒนาสมองด้วยดนตรี
     
         การอภิวัฒน์ปัญญาเป็นแนวทางการพัฒนาสมองแนวใหม่ซึ่งได้ปรับปรุงมาจากแนวทางวิชาสมาธิสมอง ** เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายผ่อนคลายและมีความทันสมัยมากขึ้น  ไม่ติดยึดในรูปแบบของการทำสมาธิ   โดยหลักสูตรนี้เน้นการพัฒนาความละเอียดอ่อนของจิตสัมผัส,การพัฒนาสุนทรียภาพทางอารมณ์และกระตุ้นศักยภาพของสมองของมนุษย์ โดยการใช้คลื่นเสียงจากดนตรี  แสงสี  สมาธิ และ โปรแกรมจิต    ซึ่งได้แบ่งระดับการเรียนไว้ 3 ระดับด้วยกัน  ได้แก่
1. การอภิวัฒน์ปัญญาระดับต้น
 เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรีคลาสสิค,ดนตรีเสียงธรรมชาติ,ดนตรี  New Age Meditation และ ดนตรีซึ่งได้จากงานวิจัยด้านการพัฒนาศักยภาพสมอง  ต้องผ่านการสอบการรับรู้เสียงเพลงโดยใช้โสตและประสาทสัมผัสด้วยคะแนนเกินร้อยละ 80  จึงจะได้รับประกาศนียบัตรการอภิวัฒน์ปัญญาระดับต้นจากศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
2.  การอภิวัฒน์ปัญญาระดับกลาง
 เน้นการพัฒนาสมองและสมาธิโดยใช้ดนตรี Yoga Meditation,ดนตรี  New Age Meditation และ ดนตรีซึ่งได้จากงานวิจัยด้านการพัฒนาศักยภาพสมอง ที่มีพลังความเข้มข้นในระดับกลาง-สูง ,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง  การโปรแกรมจิตตามแนวทางวิชาสมาธิสมอง และต้องผ่านการสอบการรับรู้การเคลื่อนไหวของพลังงานจากเสียงเพลงโดยใช้โสตและประสาทสัมผัสด้วยคะแนนเกินร้อยละ 80 จึงจะได้รับประกาศนียบัตรการอภิวัฒน์ปัญญาระดับกลาง จากศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
** รายละเอียดวิชาสมาธิสมอง ดูที่ภาคผนวก และ (คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง : อริยะ สุพรรณเภษัช)
3.  การอภิวัฒน์ปัญญาระดับสูง
เน้นการพัฒนาสมองระดับสูงเพื่อมุ่งพัฒนาสมาธิ,จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์  โดยใช้ ดนตรี Buddha Meditation ,ดนตรี Yoga Meditation, ดนตรี New Age Meditation ,ดนตรีเสียงแห่งอวกาศ (Sound Space) ดนตรีเสียงธรรมชาติ และ ดนตรีซึ่งได้จากงานวิจัยด้านการพัฒนาศักยภาพสมอง,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง และการโปรแกรมจิตตามแนวทางวิชาสมาธิสมอง ต้องผ่านการสอบการสอบการรับรู้การเคลื่อนไหวของพลังงานจากเสียงเพลงโดยใช้โสตและประสาทสัมผัสรวมทั้งการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจากเสียงเพลงด้วยคะแนนเกินร้อยละ 80 จึงจะได้รับประกาศนียบัตรการอภิวัฒน์สมองระดับสูงจากศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา   อันจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนา
ศักยภาพทางจิตและสมาธิในระดับสูงต่อไป
***************************************************************
ผู้สนใจการอภิวัฒน์สมองด้วยดนตรีของศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
เชิญสอบถามรายละเอียดได้ที่
อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช
ศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา โรงเรียนถนอมพิศวิทยา
ระหว่างซอยลาดพร้าว 62-64  ถ.ลาดพร้าว
ต. วังทองหลาง อ.วังทองหลาง กทม. 10310
โทร 081-8033630
*************************************************************
  

บรรณานุกรม
 
1. ผศ.กนกธร  ปิยะธำรงรัตน์,ระบบอวัยวะของร่างกาย,  โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์,กทม,2542.
2. เกียรติวรรณ อมาตยกุล,สอนให้เป็นอัจฉริยะตามแนวนีโอฮิวแมนนิส,ที.พี.พริ้นท์ จำกัด,กทม,2542.
3. เกียรติวรรณ อมาตยกุล,ศาสตร์แ ห่งการรู้จักตนเอง,ที.พี.พริ้นท์ จำกัด,กทม,2542.   
4. คมเพชร ฉัตรศุภกุล,ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ : ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จในชีวิต  วารสารจัดหางานปริทัษน์ปีที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2542 ) หน้า 30-33.
5. คมเพชร ฉัตรศุภกุล,ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ : ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จในชีวิต  วารสารการศึกษาศาสตร์ปีที่ 1 ฉบับที่ 1(กันยายน-ธันวาคม 2542 ) หน้า 15-18.
6. จันเพ็ญ  สุภาผล , การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบดนตรีและนิทานประกอบภาพควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือ,2535.
7. ฉัตรชุดา  เธียรปรีชา  ,พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมที่มีเสียงดนตรีประกอบ  ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,2537,92 หน้า.
8. โฉมนภา กิตติศัพท์  ,ผลของดนตรีต่อการลดความเจ็บปวดและความวิตกกังวลในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ,2537.
9. น.พ. ชินโอสถ หัสบำเรอ ,วิธีการใช้สมองอย่างคอมพิวเตอร์,2541.
10. เดอร์พอร์เตอร์  ,บ๊อบบี้,เพิ่มพลังการเรียนรู้(Quantum Learning) ,ธรรมรัฐ วงศ์ศรีสกุล ผู้แปล ,ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด,กทม,2538.
11. โทนี่ ปูซาน,ใช้หัวคิด,ธัญญา ผลอนันต์ แปล,เคล็ดไทย,กทม,2541.
12. โทนี่ ปูซาน,ใช้หัวลุย,ธัญญา ผลอนันต์ แปล,เคล็ดไทย,กทม,2541.
13. ทศพร  ประเสริฐสุข, ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์กับการศึกษา,วารสารพฤติกรรมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 สิงหาคม 2542 ,หน้า 19-35.
14. น.พ. เทอดศักดิ์ เดชคง,จากความฉลาดทางอารมณ์สู่สติและปัญญา,สำนักพิมพ์มติชน,2542.
15. ธวัช หมอยาดี , การเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   วิทยานิพนธ์คุรุศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2532.
16. นัทธี  สามารถ ,ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนจากสไลด์เทปซึ่งมีเทปโป(Tempo)ของดนตรีประกอบแตกต่างกัน ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,2528 .
17. รศ.ดร.นัยพินิช  คชภักดี และรศ.พญ. นิตยา  คชภักดี ,บทความดนตรีคลาสสิกเพื่อการพัฒนาสมองเด็ก, เอกสารประกอบการสัมมนาในโครงการ  Mead Johnson Smart Symphony ,2542,20หน้า .
18. บาร์บาร่า ไมส์เตอร์  วิตาล ,จินตนาการสู่การเรียนรู้   (Unicorn  Are  Real)   หม่อมดุษฎี  บริพัตร ณ อยุธยา แปล   , สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์  ,2538.
19. บาร์บาร่า ไมส์เตอร์  วิตาล ,จากศักยภาพสู่อิสรภาพ,   หม่อมดุษฎี  บริพัตร ณ อยุธยา แปล   , สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์  ,2538.
20. บังอร เครียดชัยภูมิ ,ผลของดนตรีต่อระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยขณะได้รับการผ่าตัด, วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต   มหาวิทยาลัยมหิดล, 2533.
21. บำเพ็ญจิต  แสงชาติ ,การนำดนตรีมาใช้เพื่อลดความเจ็บปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัด  วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต   มหาวิทยาลัยมหิดล, 2528.
22. รศ.พ.อ.(พิเศษ) ดร.บพิตร กลางกัลยา,โมเลกุลกับจิต,เอส.อาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์,นนทบุรี,2542.
23. ประเวศ  วะสี  “คุญกับผู้อ่าน”  หมอชาวบ้าน  ปีที่ 18 ฉบับที่ 214  เดือน กุมภาพันธ์  2543 หน้า 1.
24. ผศ.พญ.ผาสุก  มหรรฆานุเคราะห์,ประสาท กายวิภาคศาสคร์ขั้นพื้นฐาน,ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.เชียงใหม่,2541.
25. ผลทาน  ศรีณรงค์,การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อเร้ากับวิธีการสอนแบบธรรมดา, วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,2528.
26. ฝน แสงสิงแก้ว ,ศิลป ดนตรี และวัฒนธรรมอีสาน,โรงพิมพ์อักษรไทย:กทม. ,2518 .
27. พงศ์พิพัฒน์  พัฑฒสุนทร  การศึกษาผลการรับรู้  ความรู้สึกในเสียงดนตรีของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีพื้นฐานทางดนตรีต่างกัน ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,2528,69 หน้า.
28. พชระ  แก้วไชเทียน  ผลของเสียงดนตรีที่มีต่อการฝึกสมาธิของนักเรียนจากเทปเสียงฝึกสมาธิซึ่งมีรูปแบบต่างกันปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,2539,105 หน้า.
29. พัชรา  พุ่มชาติ  อิทธิพลของเสียงดนตรีที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย ,ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,2533 .
30. ดร.พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์,การบริหารสมอง(Brain Gym)ภาคการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร,2542.(พิมพ์ครั้งที่ 3)
31. พร  รัตนสุวรรณ, ,อภิญญา  เล่ม 1, สำนักพิมพ์วิญญาณ, 2536.
32. ดร.มิ่งขวัญธรรม  ฉ่ำชื่นเมือง  ,อัจฉริยะเริ่มที่บ้าน ด้วยการศึกษาแบบองค์รวม,ต้นธรรม,กรุงเทพมหานคร,2542.
33. ผศ.มิ่งขวัญ มิ่งเมือง,โครงสร้างและระบบการทำงานของร่างกาย,ยูไนเต็ดบุ๊คส์,กทม,2539.(พิมพ์ครั้งที่2)
34. นพ.มีชัย ศรีใส,ประสาทกายวิภาคศาสตร์,สินประสิทธิ์การพิมพ์,กทม,2530.(พิมพ์ครั้งที่3)
35. นพ.มีชัย ศรีใสและคณะ,มหกายวิภาคศาสตร์  เล่มที่ 2  (ศีรษะและคอ),เยียร์บุ๊คพับลิชเชอร์ จำกัด,2541.(พิมพ์ครั้งที่3)
36. มณี  เผือกวิไล , ผลของการกระตุ้นโดยใช้ดนตรีต่อการเจริญเติบโตของทารกคลอดก่อนกำหนด, วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต   มหาวิทยาลัยมหิดล, 2529.
37.  ยูเรนัส , บทความ “โมซาร์ท กับระดับไอคิว”  หนังสือสานปฏิรูปปีที่ 2 ฉบับที่18 ประจำเดือนกันยายน พ.ศ 2542.
38. ศ.ดร.ราตรี สุดทรวง,ประสาทสรีรวิทยา,โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,กทม,2539. (พิมพ์ครั้งที่ 3)
39. รำไพพรรณ ศรีโสภาค, ดนตรีบำบัด,วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มีนาคม 2516.
40. ดร.วรนาท รักสกุลไทย และคณะ,ไอคิวและอีคิว ประตูความสำเร็จของลูก,แปลน พับลิชชิ่ง จำกัด,กทม,2542.
41. วรพล คงแก้วและคณะ,การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มโรงเรียนกรุงธน  สังกัดกรุงเทพมหานคร  รายงานสำหรับการอบรมการวิจัยทางการศึกษาและจิตวิทยา รุ่นที่ 10มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,2543,32 หน้า.
42. สถาพร  กลางคาร, ผลของการฟังดนตรีตามความรู้สึกชอบต่อการลดความวิตกกังวล ของบุคคลที่มีภาวะเจ็บป่วย และรู้สึกตัวในห้องไอ.ซี.ยู. ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,2540,69 หน้า.
43. สุธาตุ  ติงสะ ,ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะผู้เรียนกับการอ่านในใจที่มีและไม่มีดนตรีคลอ  ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2532.
44. สารรัตน์  วุฒิอาภา ,ผลของการฟังดนตรีต่อระดับความวิตกกังวลของนักกีฬา, วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหิดล, 2535.
45. (สรวงมนฑ์  สิทธิสมาน  ,บทความเรื่องรู้จักพลังสมองอัจฉริยะลูกน้อย ,หนังสือบันทึกคุณแม่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 72  เดือนกรกฎาคม 2542 หน้า 39-42).
46. รศ.ร.ต.อ. สรพล  สุขทรรศนีย์,SIDE EFFECT อันตรายหรือผลข้างเคียงที่เกิดจากการฝึกจิต,วิญญูชน,กทม,2542.
47. ดร.สุวินัย  ภรณวลัย,คัมภีร์มังกรวัชระ,ไอโอนิค,กทม.2540. 
48. ดร.สุวินัย ภรณวลัย  ,เทพอวตาร ,ไอโอนิค,กทม.2540.
49. สนั่น สุขวัจน์,กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา,คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,กทม,2523.(พิมพ์ครั้งที่ 12)
50. สถิตย์ธรรม  เพ็ญสุข, สถาบันพลังจิตและจักรวาล ,เอกสารเรื่องแนวทางการพัฒนากาย-จิต  ,เอกสารโรเนียว,20 หน้า.
51. อริยะ  สุพรรณเภษัช,คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง,โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณวิทยาลัย,2542.
52. ศ.ดร.อารี  สัณหฉวี,พหุปัญญาและการเรียนแบบร่วมมือ,สมาคมเพื่อการศึกษาเด็ก,กทม,2542.
53. ผศ.ดร.อุษณีย์  โพธิสุข,สมองมหัศจรรย์,แฟมิลี่ไดเรค จำกัด,กทม,2542.
 
54. ศ.นพ.อนุวัตร ลิ้มสุวรรณ  “ ดนตรีรักษาโรคทางสมอง”โลกสวยด้วยสุขภาพดี  ความก้าวหน้าทางการแพทย์ร่วมสมัยจากอินเตอร์เนต,  โรงพิมพ์ชุมนุมสหกร์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, กทม 2542 .( พิมพ์ครั้งที่ 3)  .
55. ผศ.ดร.อุษณีย์  โพธิสุข,E.Q. ปัญญานำของมนุษย์ชาติ,แฟมิลี่ไดเรค จำกัด,กทม,2542.
56. ศ.พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ,สร้างสมาธิให้ลูกคุณ,ซันต้าการพิมพ์,กทม,2541.
57. Alvin, J . Music therapy. London: John Baker Publishers Ltd.,1966.
58. Beisman,G.L. , Effect of rhythmic accompaniment upon learning of fundamental motor skills ,Research Quarterly 38(1967): 172-176).
59. Buckwalter K.,et. al , Music therapy,Nursing intervension:treatment for nursing diagnoses ,Philadelphia:W.B. Saunder Co’, 1985. 
60. Cook J.D. ,The therapeutic use of music:A literature reviews Nursing Forms , 1981.
61. Danes Spotts,SUPER BRAIN POWER,LifeQuest Publishing,SEATTLE WASHINGTON U,1998.
62. Dimotto,J.W.,Relaxation,American Journal fo Nursing 84 (June 1984):754-758.
63. Ellis,D.S. & Brighouse,G. , Effect of music on respiration and     Heart-rate . American Journal of Psychology   65(1952):39-47 .
64. Fisher,S. & Greenberg,R.P.,Selective effect upon women of excitingand calm music.Perceptual and Motor Skills 34 (1972):987-900.
65. Gluch, P.D. ,The Use of music in preparing for sport performance,Master’s thesis California State University,1992.
66. Dr. Kenneth Steele, Appalachian State University ,Issue of Psychological Science ,1999 . 
67. MacClelland,D.C. ,Music in the Oprating room, AORN Journal 16  (Februrary 1979):255  .
68. Reiber ,M. ,The effect of music of the activety level of children,Psychonomic science ,3(1965), 325-326.
69. Stoudenmire,J., A comparison of muscle relaxation training and music in the reduction of state and trait anxiety ,Journal of Clinical Psychology ,31(1975):490-492.
70. Dr.J.Singh, Biopsychology ( A New Science Of Body ,Mind &Soul), Gurukula Publications,West Bengal, ,1998.
71. Synder,M., “Music,” In independent Nursing Interventions.,p.184-192 ,2nd C.D.  Canada : Delma Publisher Inc.,1992 .
72. White, J.M., Music Therapy: An Intervention to reduce anxiety in themyocardial infraction patient,The Annals of Thoracic Surgery ,6(No 2,1992) :59-63.
73. University of California ,The Mozart  Effect ,The Journal Nature Irvine,1993.
http://faculty.washington.edu/chudler/music.html)
74.  Zimmy G.H. & WeidenfellerE.W. , Effect of music  upon GSR and heart rate , American Journal of Psychology   76(1963):311-314.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาคผนวก
 
 
 
การอภิวัฒน์สมอง
นวัตกรรมใหม่ของการพัฒนาสมองด้วยดนตรี
 
       การอภิวัฒน์สมองเป็นแนวทางการพัฒนาสมองแนวใหม่  มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสมองของมนุษย์ โดยการใช้ดนตรี แสงสี และสมาธิ  โดยการอภิวัฒน์สมอง แบ่งระดับการเรียนไว้ 3 ระดับด้วยกัน  ได้แก่
 
1. การอภิวัฒน์สมองระดับต้น
 เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรีคลาสสิค,ดนตรีเสียงธรรมชาติ,ดนตรี  New Age Meditation และ ดนตรีซึ่งได้จากงานวิจัยด้านการพัฒนาศักยภาพสมอง  ซึ่งกิจกรรมอภิวัฒน์ปัญญาที่ได้ทดลองกับนักเรียนอนุบาลในหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอภิวัฒน์สมองระดับต้นนั่นเอง  ต้องผ่านการสอบการรับรู้เสียงเพลงโดยใช้โสตและประสาทสัมผัสด้วยคะแนนเกินร้อยละ 60 จึงจะได้รับประกาศนียบัตรการอภิวัฒน์สมองระดับต้น ( สำหรับกรณีที่อาจารย์อริยะได้ตรวจสอบแล้วพบว่าผู้เรียนมีสภาพทางสมอง,ร่างกายและจิตใจไม่พร้อมต่อการฝึกในการอภิวัฒน์สมองระดับต้น  เช่น มีอาการสมาธิสั้น,ซุกซนผิดปกติไม่อยู่นิ่ง อาจารย์อาจพิจารณาให้ต้องผ่านการฝึกในโปรแกรมดนตรีเพื่อปรับสภาพพื้นฐานเสียก่อน  )
2.  การอภิวัฒน์สมองระดับกลาง
 เน้นการพัฒนาสมองและสมาธิโดยใช้ดนตรี Yoga Meditation,ดนตรี  New Age Meditation และ ดนตรีซึ่งได้จากงานวิจัยด้านการพัฒนาศักยภาพสมอง ที่มีพลังความเข้มข้นในระดับกลาง-สูง ,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง  การโปรแกรมจิตตามแนวทางวิชาสมาธิสมอง และต้องผ่านการสอบการรับรู้การเคลื่อนไหวของพลังงานจากเสียงเพลงโดยใช้โสตและประสาทสัมผัสด้วยคะแนนเกินร้อยละ 80 จึงจะได้รับประกาศนียบัตรการอภิวัฒน์สมองระดับกลาง
 3. การอภิวัฒน์สมองระดับสูง
เน้นการพัฒนาสมองระดับสูงเพื่อมุ่งพัฒนาสมาธิ,จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์  โดยใช้ ดนตรี Buddha Meditation ,ดนตรี Yoga Meditation, ดนตรี New Age Meditation ,ดนตรีเสียงแห่งอวกาศ (Sound Space) ดนตรีเสียงธรรมชาติ และ ดนตรีซึ่งได้จากงานวิจัยด้านการพัฒนาศักยภาพสมอง,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง และการโปรแกรมจิตตามแนวทางวิชาสมาธิสมอง ต้องผ่านการสอบการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจากเสียงเพลงด้วยคะแนนเกินร้อยละ 80 จึงจะได้รับประกาศนียบัตรการอภิวัฒน์สมองระดับสูง
 
 
(รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาสมาธิสมองหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ  คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง นวัตกรรมใหม่ของการพัฒนาสมอง  ค.ศ. 2000  แต่งโดย อาจารย์อริยะ  สุพรรณเภษัช  หาซื้อได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬา ,แพร่พิทยา ทุกสาขา ,ร้าน ดร.บุ๊ค อิมพีเรียล ลาดพร้าว          
ต่างจังหวัดธนาณัติจ่าย ปท.ลาดพร้าว 10310 ในนาม นายอริยะ สุพรรณเภษัช  1808 โรงเรียนถนอมพิศวิทยา ระหว่างซอยลาดพร้าว 62-64 ถ.ลาดพร้าว ต.วังทองหลาง อ.วังทองหลาง กทม. 10310  โทร 01-8033630  ราคาเล่มละ 70 บาท ค่าส่งฟรี)
 
 
 
 
แบบทดสอบ**
ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
( E.Q. TEST )
 
 
**(วรพล คงแก้วและคณะ,การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มโรงเรียนกรุงธน  สังกัดกรุงเทพมหานคร  รายงานสำหรับการอบรมการวิจัยทางการศึกษาและจิตวิทยา รุ่นที่ 10มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,2543,32 หน้า.)
 

แบบทดสอบเพื่อวัด
ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์  (Emotional  Quitient)
นิยามปฏิบัติการ
ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์  เป็นความสามารถทางด้านอารมณ์  มี  2  ด้านมี  5  องค์ประกอบคือ
1.  ด้านส่วนบุคคล ประกอบด้วย 1.1  การตระหนักรู้ความรู้สึก – อารมณ์ของตน
2.2 การบริหารจัดการอารมณ์ของตน
3.3 การสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง
2.  ด้านทางสังคม ประกอบด้วย 2.1  การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น – รู้เท่าทันความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่นสามารถ   เอาใจเขามาใส่ใจเรา
2.2  ความสามารถในการจัดการ  สร้างและรักษาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น
1.  ด้านส่วนบุคคล ประกอบด้วย
1.4 การตระหนักรู้ความรู้สึก – อารมณ์ของตน    หมายถึง    ความสามารถที่จะรับรู้   และเข้าใจ   ความรู้สึก  ความคิดและอารมณ์ของตนเอง  สามารถสำรวจตนเองรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง   ประเมินตนเอง  ได้ตามความเป็นจริง  รู้จุดเด่นจุดด้อยของตนเอง
 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
1 ฉันมักจะรู้จักอารมณ์ของตนเองดี     
2 ฉันมักพิจารณาตัวเองว่าดี  หรือไม่ดี     
3 ฉันรู้ตัวว่ากำลังคิดดี  หรือไม่ดี     
4 เมื่อฉันได้ทราบข่าวร้าย ฉันสามารถควบคุมความรู้สึกของตนเองได้     
5 ฉันสามารถรู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ     
6 ฉันสามารถบอกได้ว่าอารมณ์ของฉันกำลังเปลี่ยนไป     
7 ฉันสามารถรู้ว่า  ในบางครั้งตัวเองพูดจาไม่รู้เรื่อง     
8 ฉันรู้สึกตัวเองเป็นคนเจ้าอารมณ์     
9 ฉันรู้สึกตัวเองมีกำลังใจที่จะต่อสู้     
10 ฉันสามารถเลิก  หรือเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีของตนเองได้     
11 ฉันพัฒนาตนเอง  หรือแก้ไขวิถีชีวิตของตนเองให้มีประสิทธิภาพได้     
12 ฉันรู้ความสามารถที่เป็นจุดเด่น  หรือจุดบกพร่องของตนเองได้     
 
 

1.5 การบริหารจัดการอารมณ์ของตน  หมายถึง    ความสามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ต่างๆ    ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม  สามารถในการควบคุมตนเองเป็นคนที่น่าไว้วางใจมีคุณธรรม  มีความสามารถในการปรับตัว  และมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตได้
 
ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
13 เมื่อฉันโกรธฉันสามารถระงับอารมณ์ได้     
14 ฉันมีความอดทนรอ  ในสิ่งที่ฉันต้องการได้     
15 เมื่อฉันได้ทราบข่าวร้าย  ฉันสามารถควบคุมใจตนเองได้     
16 เมื่อฉันพบกับเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ  ฉันสามารถระงับอารมณ์ได้     
17 แม้ว่าฉันจะโกรธ     ฉันสามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม     
ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
18 แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฉันหงุดหงิด ฉันก็ระงับความรู้สึกได้     
19 แม้ว่าจะทำอะไรไม่สมหวัง ฉันก็ไม่เก็บมาคิดให้วุ่นวายใจ     
20 ฉันสามารถทำใจให้สงบได้ แม้ว่าจะมีคนทำให้ฉันไม่พอใจ     
21 แม้ว่าฉันจะโกรธ ฉันก็สามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม     
22 ฉันสามารถทำตามที่พูด หรือรักษาคำพูด     
1.6 การสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง     หมายถึง    การมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองในแง่ดี มีแรงจูงใจพยายามปรับปรุงให้ดี  มีความยึดมั่นกับเป้าหมายของกลุ่ม  มีความคิดริเริ่ม  สามารถเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคได้อย่างไม่ย่อท้อ  จนสำเร็จตามเป้าหมาย

ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
23 ฉันสามารถให้กำลังใจตัวเองที่จะต่อสู้กับความพ่ายแพ้     
24 ฉันนึกชมตนเอง  เมื่อฉันทำงานประสบผลสำเร็จ     
25 ฉันมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ แม้ว่างานนั้นจะไม่น่าสนใจ     
26 ฉันรู้สึกพอใจมาก  เมื่อได้ทำงานที่ชอบ     
27 ฉันมองหาความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์จึงทำให้ฉันเรียนดีขึ้น     
 
 
 
 

3. ด้านทางสังคม  ประกอบด้วย
3.1 การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น  หมายถึง  รู้เท่าทันความรู้สึก  และความต้องการของผู้อื่น  สามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราห่วงใยผู้อื่น  ช่วยสามารถพัฒนาให้เขามีความรู้ความสามารถให้ถูกทาง ให้โอกาสผู้อื่นมองเห็นความแตกต่างของคน และไม่ถือเขาถือเรา

ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
28 ฉันสามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น     
29 ฉันรู้ว่า  จะทำอย่างไรให้ผู้อื่นพอใจ     
30 ฉันรู้ว่าเพื่อนกำลังไม่พอใจฉัน     
31 ฉันสามารถหาทางแก้ไขสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นไม่สบายใจ     
32 ฉันสามารถประนีประนอมกับคนอื่นได้     
33 ฉันมีส่วนทำให้ผู้อื่นพอใจ หรือไม่พอใจ     
34 เมื่อคนอื่นกำลังเศร้า  ฉันสังเกตและรับรู้ได้     
35 ฉันรู้ว่า การแสดงออกของเพื่อนไม่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง     
36 ฉันรู้ว่าเพื่อนกำลังต้องการความช่วยเหลือจากฉัน     
37 ฉันสามารถรู้ว่า  การกระทำของตนเองส่งผลต่อคนอื่น     
38 ฉันรู้ว่า  ตัวเองกำลังต่อต้าน เมื่อต้องทำงานกับคนที่เอาเปรียบ     
3.2 ความสามารถในการจัดการ    สร้างและรักษาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น    หมายถึง    ความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่น  สามารถแสวงหาความร่วมมือจากผู้อื่นได้  มีความสามารถโน้มน้าว  จูงใจผู้อื่นได้มีความเป็นผู้นำกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  สามารถบริหารความขัดแย้งหาข้อยุติขัดแย้งได้อย่างเหมาะสมมีการทำงานเป็นทีม  ร่มมือร่วมใจกันปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายได้

ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
39 ฉันสามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของบุคคลอื่นได้     
40 ฉันมีทักษะในการพูดติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้     
41 ฉันสามารถสรุปความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่มได้     
42 เมื่อฉันรู้ว่าเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ ฉันยินดีให้ความช่วยเหลือ     
43 ฉันสามารถทำให้คนอื่นเชื่อถือได้     
44 ฉันให้การสนับสนุนกลุ่ม หรือเพื่อนสมาชิกในกลุ่มได้     
45 ฉันสามารถช่วยให้บุคคลอื่น มีความรู้สึกดีขึ้นได้     
46 ฉันสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนผู้อื่น หากเขาต้องการได้     
47 ฉันสามารถพูด แสดงความเห็นใจ เพื่อให้เพื่อมีความรู้สึกดีขึ้นได้     
48 ฉันให้ความช่วยเหลือคนอื่น ในการแก้ปัญหาทาอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้     
49 ฉันมีความรู้สึกว่าอยากพูดคุยกับเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน     
50 ฉันสามารถช่วยเหลือกลุ่ม เพื่อให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกันได้     
ตอนที่ 2   แบบวัดความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
คำชี้แจง 1.  ให้นักเรียนพิจารณาว่านักเรียนมีลักษณะตรงกับข้อความข้างล่างนี้มาก – น้อยเพียงใด
2. ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย /  ลงในช่องความคิดเห็น
ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
1 ฉันมักพิจารณาตัวฉันเองว่าดี หรือไม่ดี     
2 ฉันรู้ตัวว่ากำลังคิดดี หรือไม่ดี     
3 ฉันสามารถรู้ว่า ตัวเองกำลังโกรธ     
4 ฉันสามารถบอกได้ว่าอารมณ์ของฉันกำลังเปลี่ยนไป     
5 ฉันรู้ว่า ตัวเองมีกำลังใจที่จะต่อสู้     
6 ฉันพัฒนาตนเองหรือแก้ไขวิถีชีวิตของตนเองให้มีประสิทธิภาพได้     
7 เมื่อฉันโกรธ ฉันสามารถระงับอารมณ์ได้     
8 ฉันมีความอดทนรอ ในสิ่งที่ฉันต้องการได้     
9 เมื่อฉันได้ทราบข่าวร้าย ฉันสามารถควบคุมใจตนเองได้     
10 เมื่อฉันพบกับเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ ฉันสามารถระงับอารมณ์ได้     
11 แม้ว่าฉันจะโกรธ ฉันสามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม     
12 ฉันสามารถทำตามที่พูด หรือรักษาคำพูด     
13 ฉันสามารถให้กำลังใจตัวเองที่จะต่อสู้กับความพ่ายแพ้     
14 ฉันนึกชมตนเอง เมื่อฉันทำงานประสบผลสำเร็จ     
15 ฉันมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ แม้ว่างานนั้นจะไม่น่าสนใจ     
ข้อ 
ข้อความที่พิจารณา ระดับคามคิดเห็น
  มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
16 ฉันรู้สึกพอใจมาก เมื่อได้ทำงานที่ชอบ     
17 ฉันมองหาความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ที่ทำให้ฉันเรียนดีขึ้น     
18 ฉันสามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น     
19 ฉันรู้ว่า จะทำอย่างไรให้ผู้อื่นพอใจ     
20 ฉันสามารถหาทางแก้ไขสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นไม่สบายใจ     
21 ฉันรู้ว่าการแสดงออกของเพื่อนไม่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง     
22 ฉันสามารถรู้ว่า การกระทำของตนเองส่งผลต่อคนอื่น     
23 ฉันรู้ว่า ตัวเองกำลังต่อต้าน เมื่อต้องทำงานกับคนที่เอาเปรียบ     
24 ฉันมีทักษะในการพูดติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้     
25 ฉันสามารถทำให้คนอื่นเชื่อถือได้     
26 ฉันให้การสนับสนุนกลุ่ม หรือเพื่อนสมาชิกในกลุ่มได้     
27 ฉันสามารถช่วยให้บุคคลอื่นมีความรู้สึกดีขึ้นได้     
28 ฉันสามารถให้คำแนะนำ และสนับสนุนผู้อื่นหากเขาต้องการได้     
29 ฉันสามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของบุคคลอื่นได้     
30 ฉันให้ความช่วยเหลือคนอื่น ในการแก้ปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
รายงานข่าว
นิตยสารโลกทิพย์
เกี่ยวกับการบรรยายเรื่องสมาธิเด็ก
โดยอาจารย์อริยะ  สุพรรณเภษัช
ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 4 
ณ วิทยาลัยรัชต์ภาคย์  
วันที่ 10-12 ธันวาคม  2542
 
 
วิชาสมาธิสมอง (Brain Meditation)
นวัตกรรมใหม่ของวิชาเพื่อการพัฒนาสมอง
สมาธิสมอง(Brain meditation)เป็นแนวทางการพัฒนาสมองแนวใหม่  มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสมองของมนุษย์ โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์ด้านสมองของชาวตะวันตกกับศาสตร์การพัฒนาสมองของชาวตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องกลมกลืนโดยยึดหลักเหตุผลตามแนววิทยาศาสตร์สมัยใหม่  โดยวิชาสมาธิสมอง แบ่งระดับการเรียนไว้ 6 ระดับด้วยกัน  ได้แก่ 
ระดับที่ 1.  คีตสมาธิ ( Music  Meditation )
 เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรีและแสงสี
ระดับที่ 2.  สมาธิแสงสีเสียง (Light & Sound Meditation)
 เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรี,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง
ระดับที่ 3.  สมาธิพลังแห่งจิต (Power of Mind Meditation)
  เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรี,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง ,โปรแกรมพลังแห่งจิตที่ให้แนวทางปฏิบัติที่จะเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนต่าง ๆ บริเวณศีรษะ
ระดับที่ 4. สมาธิมโนจิต  (Power of thought form Meditation )
   เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรี,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง ,โปรแกรมมโนจิตที่จะใช้จิตสร้างมโนภาพภายใต้พลังแห่งศรัทธาและสมาธิ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติ เพื่อที่จะเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนต่าง ๆ บริเวณศีรษะและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
 
ระดับที่ 5.  สมาธิต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland Meditation)
   เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรีที่มีพลังแห่งการกระตุ้นสูง,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง ,วิธีการหายใจ และเคล็ดการฝึกเพื่อกระตุ้นศักยภาพในการทำงานของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ภายในร่างกาย
ระดับที่ 6.  ดาราสมาธิ (Star Meditation)
    เน้นการพัฒนาสมองโดยใช้ดนตรีที่มีศักยภาพในการกระตุ้นสมองสูงมาก,เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงที่เหมาะสมในการกระตุ้นสมอง ,โปรแกรมการฝึกที่มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของต่อมไร้ท่อสำคัญที่อยู่ภายในสมอง ได้แก่ ต่อมพิทูอิทารี และต่อมไพเนียล   ตลอดจนศึกษาศาสตร์แห่งพลังตลอดจนการใช้ประโยชน์จากศักยภาพแห่งพลังในการพัฒนาสมองและร่างกายอันเป็นจุดเริ่มต้นของกมรรควิถีของการพ้นทุกข์และหลุดพ้นจากวัฎสงสารต่อไป
 (รายละเอียดเกี่ยวกับวิชาสมาธิสมองหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ  คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง นวัตกรรมใหม่ของการพัฒนาสมอง  ค.ศ. 2000  แต่งโดย อาจารย์อริยะ  สุพรรณเภษัช) 
     
หลังการฝึกแต่ละระดับจะก่อให้เกิดสมาธิ ความสงบ พลังแห่งจิตและปัญญา อันมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเชาว์อารมณ์ ( Emotional Quotient)(E.Q.) และนำไปสู่การเกิดเชาว์ปัญญา( Intelligence Quotient )(I.Q.) ที่ดีตามมา 
 
 
 
 
 
 
 
วิชาสมาธิสมอง(Brain meditation)
สมาธิสมอง(Brain meditation)เป็นแนวทางการสร้างสมาธิแนวใหม่  มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสมองของมนุษย์ อันจะนำไปสู่ความการเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ( Good Emotional Quotient) ที่ดี  ก่อให้เกิดสมาธิ ความสงบ และเชาว์ปัญญา( Good Intelligence Quotient) ที่ดีตามมา  โดยเป็นการประสานกันระหว่างศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของชาวตะวันตกกับศาสตร์แห่งจิตวิญญาณชาวตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างประสานกลมกลืน 
โดยใช้หลักวิชาการทางด้านสรีระวิทยาของสมองเป็นตัวกำหนดแนวทางของการพัฒนาศักยภาพสมอง อันประกอบด้วยดนตรี,แสงสี ,โปรแกรมทางจิต ,โยคะศาสตร์ และ ศาสตร์แห่งพลังจิตต่าง ๆ
ลำดับขั้นของการฝึกวิชาสมาธิสมอง
ลำดับขั้นของการฝึกวิชาสมาธิสมอง ได้แบ่งระดับการฝึกต่างๆดังต่อไปนี้
สมาธิสมองระดับที่ 1 (Brain Meditation Level 1)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยคีตสมาธิ
(Music Meditation)
ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยคีตสมาธิ เป็นสมาธิสมองขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในการฝึกสมาธิมาก่อน เพื่อที่จะทำการกระตุ้นศักยภาพของสมอง โดยเนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย การเลือกสรรดนตรีคุณภาพที่มีศักยภาพในการกระตุ้นและพัฒนาสมอง , โปรแกรมสอนสมาธิเบื้องต้น,โปรแกรมทางจิตเพื่อสร้างความคิดและจินตนาการ ตลอดจนแสงสีที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกสมาธิ 
สมาธิสมองระดับที่ 2 (Brain Meditation Level 2)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียง 
(Light & Sound Meditation )
ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียง เป็นสมาธิสมองขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานหรือมีประสบการณ์ในการฝึกสมาธิมาก่อน  จัดทำขี้นเพื่อที่จะทำการกระตุ้นศักยภาพของสมองส่วนต่าง ๆ และสร้างความสมดุลย์ระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา   โดยการใช้เครื่องมือพิเศษทางวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่มีพลังกระตุ้นศักยภาพทางสมองที่สูงขึ้น ,เลือกสรรดนตรีที่มีพลังการกระตุ้นสมองมากขึ้น  , โปรแกรมแบบฝึกหัดทางจิตเพื่อสร้างความคิดและจินตนาการ ตลอดจนสภาวะแวดล้อมที่มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกสมาธิ
สมาธิสมองระดับที่ 3 (Brain Meditation Level 3)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยพลังแห่งจิต 
(Power of Mind Meditation )
 สมาธิสมองระดับที่ 3 นี้จะฝึกสมาธิโดยการใช้ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียงผสานกับการฝึกโปรแกรมพลังแห่งจิตและการประสิทธิ์พลัง โดยโปรแกรมพลังแห่งจิตนี้เป็นโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความพร้อมของร่างกายและสมองตลอดจนพลังจิตให้ได้เพียงพอก่อนที่จะไปเรียนในสมาธิสมองระดับที่ 4 ต่อไป 
สมาธิสมองระดับที่ 4 (Brain Meditation Level 4)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยสมาธิมโนจิต 
(Power of thought form Meditation )
 สมาธิสมองระดับที่ 4 นี้จะฝึกสมาธิโดยการใช้ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียงผสานกับการทำโปรแกรมมโนจิตและการประสิทธิ์พลัง  โดยโปรแกรมมโนจิตนี้เป็นโปรแกรมการสร้างมโนภาพอาศัยการเพ่งจิตประสานกับภาพเชิงซ้อนที่สมองสร้างขึ้น  เมื่อท่านสร้างมโนภาพที่ประกอบไปด้วยความเชื่อที่มั่นคงแน่วแน่และความตั้งใจที่จะได้ความสำเร็จ  ทั้งสองสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้งานสร้างมโนภาพที่ท่านทำขึ้นสามารถก่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลออกมาเป็นรูปธรรม  อันเหตุจากมีจิตใจศรัทธาและแน่วแน่เต็มไปด้วยพละกำลังจะเป็นการผลักดันให้จิตใต้สำนึกภายในตัวของท่านเกิดแรงขับดันตัวท่านให้เกิดพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ต้องการตามจิตอธิษฐานของท่าน
ด้วยจิตใจที่ศรัทธาเชื่อมั่นและมีความตั้งใจที่แน่วแน่ภายใต้พลังแห่งสมาธิและระบบแสงสีเสียงที่จัดให้ก็จะช่วยให้การพัฒนาศักยภาพสมองเกิดสัมฤทธิ์ผลขึ้นในทิศทางที่น่าพอใจ
สมาธิสมองระดับที่ 5 (Brain Meditation Level 5)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองและร่างกายโดยการกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ  ด้วยสมาธิต่อมไร้ท่อ
(Endocrine gland Meditation ) 
มนุษย์ทุกวันนี้เปรียบได้กับเปรียบได้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์     ที่มีศักยภาพการทำงานมากมายในแต่ละโปรแกรม  แต่ผู้ใช้มีศักยภาพที่จะนำมาใช้ได้โดยเฉลี่ยไม่ถึง 20 %  นับว่าไร้ประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างมาก  หรือเปรียบเทียบได้กับพัดลมที่มีปุ่มทำงานห้าปุ่ม  แต่ปัจจุบันเราใช้เพียง1-2  ปุ่มหรืออย่างมาก 3 ปุ่มเท่านั้น โดยละเลยถึงศักยภาพสูงสุดที่เป็นอภิมนุษย์ในร่างกายของเรา   ซึ่งจะเห็นได้จากการที่คนบางคนสามารถยกของหนัก ๆ กว่าปกติหรือกระโดดข้ามสิ่งที่สูง ๆ  ซึ่งในยามปกติทำไม่ได้  ในยามที่ตกใจ ซึ่งทั้งหมดเป็นการทำงานของต่อมไร้ท่อ ในปุ่มที่ สี่หรือห้า ที่เกิดทำงานขึ้นมาโดยฉุกเฉินนอกเหนือจากการควบคุมของเรา  ทั้งหมดเป็นศักยภาพแฝงเร้นของมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ 
สมาธิต่อมไร้ท่อนี้เป็นระบบปฏิบัติการกระตุ้นศักยภาพสมองและร่างกาย โดยการจัดแสง,สี,เสียง,กลิ่น,อาสนะและวิธีการหายใจตลอดจนเคล็ดการฝึกที่เหมาะสมกับบุคคลที่ทำการฝึกอบรม เพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อ ต่าง ๆ ในร่างกาย   
สมาธิสมองระดับที่ 6 (Brain Meditation Level 6)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยสมาธิพลังจักรวาล
และพลังดาวศักสิทธิ์
( Super Power Meditation ) 
  สมาธิสมองขั้นที่ 6 นี้จึงได้กำหนดแนวทางการฝึกสมาธิสมองเพื่อยกระดับศักยภาพทางสมาธิและจิตวิญญาณให้เพิ่มพูนขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น    ด้วยการเน้นการกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า Diencephalon   ซึ่งประกอบด้วยสมองส่วนทาลามัส ไฮโพทาลามัสรวมทั้งต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่อยู่ในสมองคือต่อมไพเนียล ( Pineal gland )และต่อมพิทูอิทารี    (Pituitary gland )   ตลอดจนศึกษาศาสตร์แห่งพลังจักรวาล,โยคะศาสตร์และพลังดาวศักสิทธิ์ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากศักยภาพแห่งพลังในการพัฒนาสมองและร่างกาย
 
ตัวอย่างโปรแกรมการฝึกจิต
ตามแนวทางวิชาสมาธิสมอง(Brain Meditation)
ตัวอย่างโปรแกรมมโนจิต
Step 1 เตรียมความพร้อมในการทำงานของสมองแต่ละส่วน
แบบฝึกหัดที่ 1
1. นำมือมาวางไว้บริเวณหน้าผาก  โดยให้อุ้งมือวางไว้แนบกับหน้าผาก  ส่วนนิ้วมือวางไว้บนศีรษะ
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3. ปล่อยพลังและความร้อนจากมือไปสู่ศีรษะบริเวณนั้น   จินตนาการให้สมองส่วนนั้นสว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้น พร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น  
4. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
แบบฝึกหัดที่ 2
1. นำมือขวามาวางไว้บริเวณหูด้านขวา และนำมือข้างซ้ายมาวางไว้บริเวณหูด้านซ้าย  โดยให้อุ้งมือวางครอบไว้กับหู  ส่วนปลายนิ้วมือวางไว้บนขมับ
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3. ปล่อยพลังและความร้อนจากมือไปสู่ศีรษะบริเวณนั้น   จินตนาการให้สมองส่วนนั้นสว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้นพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
4. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
แบบฝึกหัดที่  3
1. นำอุ้งมือขวามาวางในแนวนอนไว้บริเวณหน้าผาก  โดยให้อุ้งมือซ้ายวางไว้แนบกับศีรษะในบริเวณเหนือทอยเล็กน้อย 
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือในส่วนที่แนบอยู่กับหน้าผาก จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3. ปล่อยพลังและความร้อนจากมือขวาที่แนบบริเวณหน้าผากไปสู่ศีรษะบริเวณท้ายทอย  จินตนาการให้สมองส่วนนั้นสว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้นพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
4. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
แบบฝึกหัดที่  4
1. นำมือขวามาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ  โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด 
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ทีกลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3.ปล่อยพลังและความร้อนจากมือไปสู่ศีรษะบริเวณนั้น   จินตนาการให้สมอง  ส่วนนั้นสว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้นพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
1. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
แบบฝึกหัดที่  5
1. นำมือทั้งสองมาวางไว้บริเวณท้ายทอยและก้านคอ  โดยให้มือทั้งสองวางไว้แนบชิดกับบริเวณดังกล่าว
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3. ปล่อยพลังและความร้อนจากมือไปสู่ศีรษะและก้านคอ   จินตนาการให้สมองส่วนนั้นสว่างไสวด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้น พร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
4. จากนั้นแสงสีทองก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ลงไปตามกระดูกสันหลังช้า ๆ จนกระทั่งถึงกระดูกก้นกบปลายสุดของกระดูกสันหลัง  กำหนดจิตให้เห็นกระดูกสันหลังกลายเป็นสีทองพร้อมเปล่งกระกายแสงสว่างไสว  พร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านตลอดแนวกระดูกสันหลังนั้น  
5. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 4  โดยทำ 10 ครั้ง
 
Step 2 เตรียมความพร้อมในการสร้างความสมดุลย์ระหว่างสมองกับร่างกาย
แบบฝึกหัดที่ 1
1. นำมือมาวางไว้บริเวณหน้าผาก  โดยให้อุ้งมือวางไว้แนบกับหน้าผาก  สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้     รวมพลังและความรู้สึกสู่สมองบริเวณนั้น   จินตนาการให้สมองส่วนนั้น  สว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้นพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
2. หายใจออกช้า ๆ  แล้วปล่อยพลังแสงสีทองจากสมองส่วนนั้นออกไปสู่จมูก,ปาก,ลิ้น ,ลำคอ,แขนทั้งสองและนิ้วมือทุกนิ้ว ขาทั้งสองนิ้วเท้าทุกนิ้ว  ให้อวัยวะต่าง ๆ เหล่านั้นมีแสงสีทองที่ปล่อยออกมาแผ่คลุมไปทั่ว จนร่างกายทั้งหมดกลายเป็นกายสีทองเกิดความอบอุ่นและซาบซ่านไปทั่วร่างกาย
3. ซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 2 โดยทำ 10 ครั้ง
  
แบบฝึกหัดที่ 2
1. นำมือขวามาวางไว้บริเวณหูด้านขวา และนำมือข้างซ้ายมาวางไว้บริเวณหูด้านซ้าย  โดยให้อุ้งมือวางครอบไว้กับหู  ส่วนปลายนิ้วมือวางไว้บนขมับ
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกสู่สมองส่วนนั้น   จินตนาการให้สมองทั้งสองส่วนนั้นสว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้นพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
3. หายใจออกช้า ๆ  แล้วปล่อยพลังแสงสีทองจากสมองส่วนนั้นออกไปสู่ประสาทภายหูทั้งสองข้าง  ให้แสงสีทองที่ปล่อยออกมาชะล้างประสาทหูทั้งหมดจนสะอาดกลายเป็นสีทอง จากนั้นก็ระบายให้พลังสีทองออกทางรูหูช้า ๆ ในที่สุดหูทั้งสองข้างก็กลายเป็นสีทอง
4. ซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3 โดยทำ 10 ครั้ง
แบบฝึกหัดที่  3
1. นำฝ่ามือขวาและซ้ายมาวางในแนวนอนไว้บริเวณท้ายทอย 
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือของมือทั้งสอง    จินตนาการให้สมองส่วนนั้นสว่างไสวเป็นด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตลอดจนรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเลือดบริเวณสมองส่วนนั้นที่ไหลไปมาอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้นพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น
3. หายใจออกช้า ๆ และปล่อยพลังแสงสีทองของสมองส่วนนั้นไปสู่ตาทั้งสองข้าง  จินตนาการให้ดวงตาและประสาทตาต่าง ๆ สว่างไสวด้วยแสงสีทองและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น  
4. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
 
แบบฝึกหัดที่ 4
1. นำมือขวามาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ  โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่ศูนย์กลางของสมอง  จินตนาการให้ศูนย์กลางของสมองสว่างไสวด้วยแสงสีทองจากจุดศูนย์กลางที่เป็นจุดแสงสีทองขนาดเล็กจิ๋วขนาดเท่าดวงดาวบนท้องฟ้า  ให้ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจนมีขนาดเท่าศีรษะเปล่งแสงสีทองสว่างไสวและให้ขยายใหญ่ขึ้นไปอีกจนเป็นบอลสีทองลูกใหญ่ครอบตัวท่านไว้ภายใน
3. หายใจออกช้า ๆ ให้ท่านรู้สึกถึงพลังแห่งแสงสีทองที่ท่านอาบแสงอยู่รู้สึกถึงความเบาสบายของร่างกายและจิตใจ  พร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน
4. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
แบบฝึกหัดที่  5
1. นำมือทั้งสองมาวางแนบไว้บริเวณท้ายทอยและก้านคอ
2. สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ
3. จินตนาการให้สมองนั้นสว่างไสวเต็มไปด้วยแสงสีทอง และแสงสีทองก็ค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปที่ส่วนของสมองและกระดูกสันหลังตลอดจนอวัยวะภายในร่างกายทั้งปวงก็ค่อย ๆ กลายเป็นแสงสีทองพร้อมให้เกิดความอบอุ่นและซาบซ่านในบริเวณนั้น  
4. ให้ทำซ้ำ ๆ เช่นนี้จากข้อ 1 – 3  โดยทำ 10 ครั้ง
 

Step 3  เตรียมความพร้อมในการสร้างความสมดุลย์ระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา
แบบฝึกหัดที่ 1
1. วางมือซ้ายและมือขวา ลงบนศีรษะทางด้านซ้ายและขวา  โดยให้อุ้งมือทั้งสองแนบศีรษะ
2. ที่มือซ้าย สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3. ปล่อยพลังและความรู้สึกจากมือซ้ายไปสู่สมองซีกซ้าย จนเกิดอาการซาบซ่านในสมองซีกนั้น  พร้อมกับหายใจออกช้า ๆ
4. ที่มือขวา สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
5. ปล่อยพลังและความรู้สึกจากมือขวาไปสู่สมองซีกขวา จนเกิดอาการซาบซ่านในสมองซีกนั้น  พร้อมกับหายใจออกช้า ๆ
6. ให้ทำสลับไปมาอย่างนี้  10 ครั้ง ในสมองแต่ละซีก    
แบบฝึกหัดที่ 2
1. วางมือซ้ายและมือขวา ลงบนศีรษะทางด้านซ้ายและขวา  โดยให้อุ้งมือทั้งสองแนบศีรษะ
2. ที่มือซ้าย สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
3. ปล่อยพลังและความรู้สึกจากมือซ้ายไปสู่สมองซีกซ้าย จนเกิดอาการซาบซ่านในสมองซีกนั้น  จินตนาการว่าพลังและความรู้สึกที่หลั่งไหลเข้ามานั้นเข้ามาจนเต็ม  จากนั้นให้ถ่ายพลังทั้งหมดในสมองซีกซ้ายผ่านสะพานเชื่อมสมองแล้วปล่อยออกไปสู่สมองซีกขวา พร้อมกับหายใจออกช้า ๆ
4. ที่มือขวา สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ  แล้วกลั้นลมหายใจไว้  รวมพลังและความรู้สึกไว้ที่กลางฝ่ามือและบริเวณนิ้วมือ จินตนาการให้มือร้อนดังไฟ
5. ปล่อยพลังและความรู้สึกจากมือขวาไปสู่สมองซีกขวา จนเกิดอาการซาบซ่านในสมองซีกนั้น  จินตนาการว่าพลังและความรู้สึกที่หลั่งไหลเข้ามานั้นเข้ามาจนเต็ม  จากนั้นให้ถ่ายพลังทั้งหมดในสมองซีกขวาออกไปสู่สมองซีกซ้ายผ่านสะพานเชื่อมสมอง จนเกิดอาการซาบซ่านในสมองซีกนั้นพร้อมกับหายใจออกช้า ๆ
6. ให้ทำสลับไปมาในสมองแต่สองซีกอย่างนี้  10 ครั้ง
 
 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

โรงเรียนถนอมพิศวิทยา
ที่อยู่ :  เลขที่1810 เขต :  วังทองหลาง แขวง : วังทองหลาง
จังหวัด :กรุงเทพมหานคร.     รหัสไปรษณีย์ : 10310
เบอร์โทร : 02-5394968      มือถือ :  0818033630
อีเมล : ariyasound@thaimail.com
เว็บไซต์ : www.ariyasound.com