ReadyPlanet.com
dot dot
ชมรมสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งประเทศไทย




คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง

 

 
คัมภีร์อภิวัฒน์สมอง
 
 
นวัตกรรมใหม่
ของวิชา
เพื่อการพัฒนาสมอง  
 ค.ศ.2000
 
                                                           
   โดย
 อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช
ผู้อำนวยการศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา โรงเรียนถนอมพิศวิทยา
ปีที่จัดพิมพ์ 2542
 
 
 
สารบัญ
 
·       บทนำ            ความเป็นมาและจุดกำเนิดของทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา
                           และวิชาสมาธิสมอง
·       บทที่ 1             ทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา แนวทางสู่ศักยภาพสูงสุดของ
                          การพัฒนภูมิปัญญาของมนุษย์
·       บทที่ 2                     สมองอวัยวะมหัศจรรย์
·       บทที่ 3                      สมองสองซีกอัจฉริยะที่ซ่อนเร้น
·       บทที่ 4              สมาธิสมอง นวัตกรรมใหม่ทางด้านสมาธิ
·       บทที่ 5             ระดับขั้นของการฝึกวิชาสมาธิสมอง
·       หนังสือที่ใช้ประกอบการค้นคว้า
·       แนะนำศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
·        หลักสูตรที่จัดอบรม
 
 
 
 
 
 บทนำ
ความเป็นมาและจุดกำเนิด
ของทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญาและวิชาสมาธิสมอง
 
           
          ข้าพเจ้าแต่เดิมไม่ได้สนใจในวิชาการฝึกสมาธิ   แต่หลังจากได้ประสบเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตก็ทำให้รู้ว่าโลกมนุษย์มันหาได้น่าพิศมัยที่จะต่อภพต่อชาติติดอยู่ต่อไป ทั้งคนเรามีเวลาน้อยที่อยู่ในโลกนี้ควรสร้างความดีและชี้ทางสว่างให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกเพื่อเป็นแนวทางในการรอดพ้นจากวัฎสงสาร 
วันหนึ่งได้อ่านหนังสือโอมมณีปัทมาหุม ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Third Eye   ผู้แต่งชื่อ ดร.   ล๊อบสัง รัมปา ซึ่งเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอภิญญาตาทิพย์ชาวธิเบต เป็นแรงพลักดันที่สำคัญทำให้ในระยะแรกสนใจในการฝึกวิชาสมาธิในสายของโยคะและวิชาสายตันตระของลามะธิเบต   ได้พยายามเสาะแสวงหารวบรวมตำราการฝึกสมาธิแบบต่าง ๆ มามาฝึกฝน   ต่อมาได้มีโอกาสไปเรียนวิชาต่าง ๆ เพิ่มเติม จากสำนักฝึกโดยตรงได้แก่ วิชามโนมยิทธิ ของพระราชพรหมญาณ   วัดท่าซุง,วิชาพลังจักรวาลจากท่านอาจารย์เลืองมินด๊างนาสิรา นาราดา สำนักมูลนิธิพลังจักรวาล, วิชาพลังปิรามิดไขกระดูก จากฆราวาศธรรมนิรนาม ,วิชาสมาธิธิเบตระดับต้นถึงระดับสูงและวิชาอภิวัฒน์สมองจากสถาบันพลังจิตและจักรวาล ,วิชาอาณาปานสติ 16 ขั้น จากพระครูศรีกิตติสุนทร พระอาจารย์สอนวิปัสนากรรมฐานแห่งวัดเบญจมบรพิตร และฝึกการเชื่อมกับขุมพลังนอกพิภพ จากวิชาพลังดาวศักสิทธิ์ (God Star Meditation)
ประสบการณ์จากที่ได้ทำงานในโรงเรียนในตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ   ได้พบปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่ครูไม่อาจแก้ไขได้ในแนวทางปฏิบัติเดิมที่เคยทำมาและสร้างปัญหาในห้องเรียนมาก ได้แก่ปัญหาของนักเรียนที่มีอาการสมาธิสั้น ซึ่งจะมีสมาธิในการเรียนน้อยมาก ,ปัญหานักเรียนที่มีอาการไฮเปอร์แอกทีพ เป็นเด็กที่ซุกซนผิดปกติไม่อยู่นิ่ง ปัญหานักเรียนที่มีอาการออทิสติก ซึ่งเป็นเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องทางสมอง, ปัญหาการอ่านและการเขียนของนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ล่าช้ากว่านักเรียนปกติ ทำให้เป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้ข้าพเจ้าต้องหันไปศึกษาหาตำราที่กล่าวถึงมูลเหตุความเป็นมาของอาการต่าง ๆ เหล่านั้น ทั้งวิธีแก้ไขปัญหาและความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับสมองตลอดจนการพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งความรู้ด้านโภชนาการต่าง ๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพสมองและสมาธิ โดยอีกส่วนหนึ่งได้จากการค้นคว้าจากเวปไซด์ทางการศึกษา,ทางการแพทย์และสาธารณสุขทางอินเตอร์เนต   แต่อย่างไรก็ตามผ่านมาหลายปีก็ยังหาแนวทางที่ดีและสะดวกที่จะบรรเทาปัญหาไม่ได้ นอกจากจะแนะนำให้ผู้ปกครองส่งนักเรียนที่มีปัญหาไปให้จิตแพทย์ดูแล ซึ่งแพทย์สาขานี้ในประเทศไทยก็มีไม่เกิน 25 คน ทำให้เกิดความยากลำบากกับพ่อแม่ที่มีลูกซึ่งเป็นปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างมาก ที่ต้องรอคิวเข้าบำบัดและค่ารักษาก็สูงมาก
ต่อมาได้รับแรงบันดาลใจจากการได้จากการเข้าฟังสัมมนาทางการแพทย์เกี่ยวกับปัญหาของเด็กพิเศษก็ได้ความรู้ว่าสมาธิเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์กับเด็กปกติอื่นๆ ในการพัฒนาสมองด้วย    จากวันนั้นมาจึงได้ทำการรวบรวมความรู้ต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้ได้ วันหนึ่งได้นั่งสมาธิอย่างลึกล้ำเข้าค้นหาภูมิปัญญาที่ซ่อนเร้นในจักรวาลภายใต้สายน้ำไหล ผสานกับความรู้ทั้งมวลจากตำราทางสมองและหลักวิชาของสมาธิแขนงต่าง ๆ ที่ได้ศึกษาร่ำเรียน ก็ได้ชื่อของวิชาสมาธิสมองและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมออกมา จึงได้รวบรู้ความรู้ทั้งหมดเขียนเป็นหนังสือคัมภีร์อภิวัฒน์สมองเล่มนี้ขึ้น ซึ่งต้องยกคุณความดีที่พอจะเกิดขึ้นนี้แก่บิดามารดาและคุรุจารย์ทั้งหลายตลอดจน ผู้จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 4 ณ วิทยาลัยรัชต์ภาคย์ ที่ได้เชิญข้าพเจ้าไปบรรยายในเรื่องสมาธิเด็ก เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ข้าพเจ้าแต่งหนังสือออกมาเร็วกว่ากำหนดที่ตั้งใจไว้ เพื่อให้ทันกับการนำเสนอในงาน ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นที่มาของคัมภีร์อภิวัฒน์สมอง นวัตกรรมใหม่ของวิชาเพื่อการพัฒนาสมองค.ศ. 2000    
                               ขอพลังแห่งสมาธิและปัญญาจงสถิตอยู่กับท่าน
                                                         
อาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช
          11/11/1999
                               
                                                                       
บทที่ 1
ทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา
แนวทางสู่ศักยภาพสูงสุดของการพัฒนาสมองมนุษย์
          ทฤษฎีนี้ได้ต้นกำเนิดมาจากความคิดถึงการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ โดยทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญา กล่าวว่า       
“การก้าวไปสู่ภูมิปัญญาสูงสุด สมองนั้นย่อมต้องได้รับการพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดทุก ๆ ส่วนเสียก่อน ”
อธิบาย การที่จะก้าวไปสู่ภูมิปัญญาสูงสุด มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสมองทุก ๆ ส่วนไปพร้อม ๆ กัน การที่เพียงมุ่งพัฒนาในสมองส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษแล้วคาดหวังว่าจะบรรลุภูมิปัญญาสูงสุดนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสมองแต่ละส่วนล้วนมีความสำคัญ ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่แตกต่างกันและประสานสัมพันธ์กันในการทำงานเป็นหนึ่งเดียว ดังเช่น นิ้วมือทั้ง 5ที่จะต้องมีการทำงานประสานกัน   การจะขาดนิ้วใดนิ้วหนึ่งไปแล้วจะสามารถใช้มือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือจะเอานิ้วเพียงบางนิ้วมารับผิดชอบงานก็ย่อมบกพร่องอย่างแน่นอน รสอาหารนั้นมี 5 รส ถ้าพ่อครัวมือหนึ่งจะละทิ้งรสใดรสหนึ่งเสีย จะทำอาหารทุกอย่างได้อร่อยเลิศรสหรือ
ดังนั้นผู้ที่สนใจในการฝึกสมาธิเพื่อพัฒนาสมองและภูมิปัญญาตลอดจนฤทธิ์อภิญญา จึงควรให้ความสนใจในการศึกษาเรื่องของสมองส่วนต่าง ๆ และหน้าที่ของมันไว้ให้มาก 
ให้ร่วมกันคิดพิจารณาและวิเคราะห์แนวทางสมาธิที่ตนดำเนินการฝึกฝนอยู่ว่าได้เน้นการฝึกที่ครอบคลุมสมองส่วนต่าง ๆ ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อที่จะได้ช่วยกันแนวทางในการพัฒนาหลักวิชาต่าง ๆ ที่มีอยู่แต่เดิมไปสู่ภูมิปัญญาสูงสุด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกที่ยังติดอยู่ในวัฎสงสารต่อไป 
 
 
บทที่ 2
สมองอวัยวะมหัศจรรย์ของมนุษย์
 
 
สมองนับว่าเป็นส่วนของอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรา สมองของคนเราประกอบด้วยเซลประสาทและเส้นประสาทจำนวนมากมาประกอบกันเป็นระบบประสาทที่มีความซับซ้อนมาก โดยอยู่ภายในกระโหลกศีรษะ ห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มสมองและมีน้ำหล่อเลี้ยงสมอง หล่ออยู่ ของเหลวนี้บรรจุอยู่ในช่องว่างสี่ช่องภายในสมอง และจะถูกขับออกมาหล่อระหว่างชั้นของเยื่อหุ้มสมอง จากนั้นก็เข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีแผ่นกระดูกอ่อนระหว่างข้อสันหลังแต่ละชิ้นช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะกระทบถึงสมองด้วย
          สมองของมนุษย์หนักกว่าสมองของสัตว์อื่น ๆ นอกจากช้างและปลาวาฬ คิดเฉลี่ยในผู้ชายผู้ใหญ่ หนักประมาณ 1380 กรัม ในผู้หญิงหนัก 1250 กรัม น้ำหนักของสมองนี้ต้องแล้วแต่ความเจริญของสมอง สมองเจริญเร็วภายในอายุ 5 ปีและเจริญเรื่อยไป สมองจะหยุดเจริญเมื่ออายุ 20 ปี      สมองจะมีน้ำหนักเพียง 2 % ของน้ำหนักร่างกาย แต่ต้องใช้พลังงานถึง 20 %  ของพลังงานที่ร่างกายผลิตได้ในการทำงานของสมอง โดยพลังงานส่วนนี้ได้จากกลูโคสและออกซิเจนซึ่งนำมาทางกระแสโลหิต
 
 
   
สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. สมองส่วนหน้า (Forebrain)
1.1 ซีรีบรัม (Cerebrum)
1.2 ไดเอนเซฟาลอน(Diencephalon)
2.      สมองส่วนกลาง (Midbrain)
3.      สมองส่วนท้าย (Hindbrain) แบ่งเป็น
3.1 พอนส์(Pons)
3.2 ซีรีเบลลัม(Cerebellum)
3.3 เมดุลลา ออบลองกาตา (Medulla Oblongata)

 
 
 
 
 
 
หน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ
1.สมองส่วนหน้า (Forebrain) แบ่งเป็น
1.1             ซีรีบรัม (Cerebrum)
เป็นสมองส่วนที่กินเนื้อที่ในกระโหลกศีรษะมากที่สุด สมองส่วนนี้ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับความรู้ ความคิด ความจำ เป็นศูนย์ควบคุมเกี่ยวกับการพูดและการรับรู้ภาษา เป็นศูนย์ควบคุมสัมผัสทั้ง 5 เป็นศูนย์ควบคุมกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้อำนาจของจิตใจ
ถ้าขุดเนื้อสมองส่วนซีรีบรัมลงไป เราจะพบเนื้อสมองส่วนตื้น ๆ จะมีเนื้อสมองสีเทา(grey matter) ส่วนนี้จะอุดมไปด้วยปลายประสาท และส่วนที่อยู่ลึกลงไปจะมีเนื้อสมองสีขาว(white matter)
บริเวณส่วนผิวของซีรีบรัม เรียกว่า ซีรีบรัมคอร์เทกซ์ (cerebrum cortex) มีความหนาประมาณ 4 มิลลิเมตร อยู่ในส่วนของเนื้อสมองสีเทา รอยหยักของผิวสมองที่เราเห็นในภาพก็เกิดที่ซีรีบรัมคอร์เท๊กซ์นี่เอง ซีรีบรัมคอร์เทกซ์ของมนุษย์มีความซับซ้อนมาก และหน้าที่ต่าง ๆ ของซีรีบรัมที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เกิดขึ้นที่ซีรีบรัมคอร์เทกซ์นี่เอง
 
 
 
 
 
 
 
 
สมองส่วนนี้แบ่งออกได้เป็นส่วนย่อยที่เรียกว่าพูสมอง (lobe) 4 ส่วน หรือ 4 พู ได้แก่
 (a)พูสมองส่วนหน้า ฟรอนทัลโลบ(Frontal lobe) (สีฟ้า)
ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เกี่ยวกับสมาธิ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ ความจำ ความฉลาด ความคิดอย่างมีเหตุผล คำพูดและการวางแผน ตลอดจนควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ แขนขาและใบหน้าด้วย
(b)สมองส่วนพาไรทัลโลบ(Parietal lobe) (สีเขียว) ทำหน้าที่รับความรู้สึกสัมผัสจากร่างกาย (Sensual) การคิดในระดับสูง ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลทางสายตา ทางความรู้สึกสัมผัส ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษา และ ดนตรี ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ ความรู้ ความเข้าใจ และจินตนาการเกี่ยวกับตำแหน่งและเนื้อที่ของวัตถุในระบบสามมิติเกิดจากสมองส่วนนี้
 
 
 
 
(e) พูสมองส่วนเท็มพอรัล โลบ ( Temporal lobe)(สีม่วง) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินเสียง( Auditory),การดมกลิ่น (Olfaction),ความจำและภาษา
(d)พูสมองส่วนออกซิพิตัลโลบ (Occipital lobe)(สีเหลือง) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น
(e) พูสมองส่วนลิมบิคโลบ (Limbic lobe) เป็นส่วนของซีรีบรัมเก่าแก่ดั้งเดิมที่ถูกดันเข้าไป แทรกอยู่ข้างใน ทำหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางอารมณ์ ความทรงจำระยะสั้นและสัญชาตญาณการอยู่รอดหรือการเห็นแก่ตัวเอง (ego)
 
1.2             ไดเอนเซฟาลอน (Diencephalon)  มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ 
(a) ทาลามัส (Thalamus) อยู่ใต้ซีรีบรัมและอยู่เหนือไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่เหมือนศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณของร่างกายระหว่างไขสันหลังและซีรีบรัม โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมกระแสประสาทที่ผ่านเข้าแล้วถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับกระแสประสาทนั้น ๆ โดยแปลสัญญาณที่รับเข้ามาก่อนส่งไปยังซีรีบรัม เช่น รับกระแสประสาทจากหูแล้วส่งเข้าซีรีบรัมบริเวณศูนย์การรับเสียง
(b) ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) อยู่ถัดจากทาลามัสลงไปทางด้านล่างของสมอง  ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ และต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในการตอบสนองด้านอารมณ์และสัณชาติญาณ
          โดยทำหน้าที่โดยสร้างฮอร์โมนหลายชนิดส่งไปควบคุมต่อมใต้สมองซึ่งอยู่ปลายสุดของสมองส่วนนี้อีกต่อหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด การนอนหลับ ความหิว ความอิ่ม ความกระหาย รวมทั้งเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ดีใจ เสียใจ โศกเศร้า และความรู้สึกทางเพศ
  (c) อีพิทาลามัส(Epithalamus) หรือ ไพเนียลบอดี้ (Pineal body) เป็นกลุ่มเซลมีลักษณะคล้ายเซลรับแสง หน้าที่ยังไม่แจ้งชัด
2.   สมองส่วนกลาง (Midbrain)
เป็นสมองส่วนที่อยุ่ระหว่าง พอนส์ กับ ไดเอนเซพารอน มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการโฟกัสภาพของตาให้ชัดเจนเวลาดูของใกล้หรือไกล,ทำให้ลูกตากรอกไปมาได้,การที่ทำให้ม่านตาปิดเปิดในเวลามีแสงสว่างเข้ามามากหรือน้อย
3.   สมองส่วนท้าย (Hindbrain) แบ่งเป็น
3.1         ซีรีเบลลัม(Cerebellum) 
สมองส่วนท้ายทอยทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายให้ต่อเนื่อง เที่ยงตรงราบรื่น   จนกระทั่งสามารถทำงานชนิดละเอียดอ่อนได้ และทำให้ร่างกายสามารถทรงตัวได้ โดยรับความรู้สึกจากหูที่เกี่ยวกับการทรงตัวแล้วซีรีเบลลัมแปลเป็นคำสั่งส่งไปยังกล้ามเนื้อ
 
 
3.2 พอนส์(Pons)
อยู่คนละด้านของซีรีบรัมติดต่อกับสมองส่วนกลางเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างซีรีบรัมกับซีรีเบลลัม และระหว่างซีรีเบลลัมกับไขสันหลัง พอนส์ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเคี้ยว การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และควบคุมการหายใจ
3.2          เมดุลลา ออบลองกาตา (Medulla Oblongata) 
เป็นส่วนสุดท้ายของสมอง  ตอนปลายสุดของสมองส่วนนี้อยู่ติดกับไขสันหลัง จึงเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง เมดุลลาออบลองกาตานี้เป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติต่าง ๆ เช่น การหมุนเวียนเลือด ความดันเลือด การเต้นของหัวใจ ศูนย์ควบคุมการหายใจ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ควบคุมการกลืน การไอ การจาม และอาเจียน
 สมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดุลลา ออบลองกาตา รวมกันเรียกว่าก้านสมอง (Brain stem) ภายในก้านสมองพบกลุ่มเซลประสาทและใยประสาทเชื่อมระหว่างเมดุลลา ออบลองกาตากับทาลามัส เป็นสมองส่วนที่ต่อเชื่อมกับกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ติดต่อกับไขสันหลัง และควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติต่าง ๆ เป็นศูนย์การควบคุมการนอนหลับ   การรู้สึกตื่นตัวหรือความมีสติ ศูนย์ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ควบคุมอุณหภูมิและการหลั่งน้ำย่อย   การเคลื่อนไหวบริเวณใบหน้า การกลืน การไอ การจาม การสะอึก และอาเจียน
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
บทที่ 3
สมองสองซีกอัจฉริยะที่ซ่อนเร้น
 
สมองของคนเรามีอยู่ 2 ซีก ซีกขวา และซีกซ้ายสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา สมองทั้ง 2 ซีกจะมีใยประสาทจำนวนมากเชื่อมอยู่เพื่อให้สมองทั้ง 2 ส่วนรับรู้การทำงานซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น สมองแต่ละซีกจะมีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด โดยที่
สมองทางซีกซ้าย เป็นส่วนที่ควบคุมการคิด และมีการทำงานที่ออกมาเป็นนามธรรม เช่น การนับจำนวนเลข, การบอกเวลา, การสรรหาถ้อยคำ, การหาเหตุผล เป็นต้น
ส่วนสมองซีกขวา จะทำหน้าที่จินตนาการ, ฝัน, สร้างสรรค์ความคิดใหม่, การซึมซาบในดนตรีและศิลปะ เป็นต้น ดังนั้นการที่คนเราสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้นั้น เกิดจากการทำงานของสมองซีกขวานี้เอง เมื่อสมองซีกขวาทำงาน สมองซีกซ้ายจะรับหน้าที่แสดงผลการทำงานออกมาให้คนอื่นเห็น

สิ่งที่สมองทั้งสองส่วนเหมือนกัน คือการรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านอวัยวะรับรู้ทางประสาทชุดเดียวกัน แต่สมองทั้งสองส่วนทำงานแตกต่างกันมาก คือในขณะที่สมองซีกซ้ายกำลังทำหน้าที่พูดคุย ใช้เหตุผลต่างๆ สมองซีกขวากำลังทำหน้าที่คิดจินตนาการต่างๆ โดยไม่มีการคำนึงถึงกาลเวลา อย่างไรก็ตาม สมองทั้ง 2 ซีกควรได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน
 
 
ตารางแสดงความถนัดและสไตล์
ในการเรียนรู้ของสมองซีกซ้ายและซีกขวา

สมองซีกซ้าย
สมองซีกขวา
1. ชอบการเรียนรู้สื่อสารแสดงความรู้สึก ด้วยภาษาพูด เขียน ช่างเจรจา ประดิษฐ์คิดถ้อยคำที่เหมาะสมมาใช้
1. โดดเด่นในการเรียนรู้สื่อสารโดยไม่ต้องอาศัยตัวหนังสือหรือคำพูด ใช้ภาษากายได้ดี
2. โดดเด่นในการตีความหมายของสัญญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือตัวอักษร ชอบคิดเลขและการคำนวณต่าง ๆ
2. ชอบเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง ๆ แตะต้องและสัมผัสของจริง บ่อยครั้งมีความลำบากที่จะทำอะไรกับสิ่งตีพิมพ์ หรือแบบฝึกหัด
3. ชอบการเรียนรู้ ถนัดในการคิดเป็นเส้นตรง ชอบคิดหาเหตุผลและแก้ปัญหาจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ ละเลยทัศนะองค์รวมมีลำดับขั้นตอนแน่ชัด จัดลำดับความสำคัญ คิดและวิเคราะห์แยกแยะแต่ละขั้นตอนอย่างมีเหตุผล แล้วหาคำตอบสุดท้ายได้
 
3. ถนัดในเรื่องของการหยั่งหามิติต่าง ๆ สามารถหยั่งรู้อวกาศ และใช้ประโยชน์จากรูปทรง รูปแบบ
รวมทั้งรูปทรงเรขาคณิต เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ได้ดี
 
4. ถนัดในการจัดทำรายการสิ่งของต่าง ๆ
4. ชอบเรียนรู้จากส่วนใหญ่มาหาส่วนย่อย ไม่มีลำดับขั้นตอนในการคิดแน่ชัด ชอบเริ่มต้นคิดจากคำตอบหรือแนวคิดทั้งหมด
5. ตามกรอบที่วางไว้
5. โดดเด่นในการใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเรื่องจังหวะจะโคน ดนตรี ศิลปะ การแยกสีสัน และการกีฬา

 
 
 
คนที่ใช้สมองข้างซ้ายมาก   :    จะเป็นคนชอบวิเคราะห์   สามารถที่จะแสดงความรู้สึกของตนเองได้อย่างชัดเจน เป็นวางแผนงานเรียบร้อย เป็นคนค่อนข้างมองเห็นสิ่ง ๆ ต่าง ๆ เป็นขาวและดำ คนกลุ่มนี้จะเก่งเลขคณิต วิทยาศาสตร์ และสามารถจะเรียนรู้จากความผิดพลาด สามารถทำงานจนประสบความสำเร็จได้ แต่จะมีปัญหาเพราะต้องใช่ความพยายามอย่างมาก  และจะเกิดความเครียดถ้าหากไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะฉะนั้นต้องพยายามเพิ่มทักษะการทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งหมายความว่าจะต้องเชื่อสัญชาติญาณให้มากขึ้น จะต้องใข้การวาดภาพวางแผน และที่สำคัญคือจะต้องผ่อนคลายให้มากขึ้น จะต้องลดกิจกรรมต่าง ๆ ลงและต้องพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มี่อยู่ให้เกิดประโยชน์
          คนที่ใช้สมองข้างขวามาก :   จะเป็นคนที่ใช้สัญชาติญาณมาก มีความคิดสร้างสรรค์ข้อมูลที่ได้มาอย่างมีประโยชน์ และจำเก่ง เป็นคนที่ชอบหรือมีความสามารถทางศิลปะ เขียนหนังสือ แต่งเรื่องจินตนาการเก่ง มีความสามารถทางการแสดงออก เล่นละครเก่ง สามารถเข้าใจความต้องการของคนอื่น และเป็นคนที่เปิดเผย มักเป็นคนที่ไม่ค่อยมีระเบียบ ไม่ค่อยวางแผน ไม่ค่อยสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองให้คนอื่นเข้าใจได้ ดังนั้นต้องพยายามพัฒนาในเรื่องของการจัดระบบ วางแผน มีระเบียบ แสดงความคิดเห็นออกมา สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้มากขึ้น คนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการใช้สมองข้างซ้าย โดยการฝึกให้สมองทั้งสองข้างทำงาน
(สรวงมนฑ์ สิทธิสมาน ,บทความเรื่องรู้จักพลังสมองอัจฉริยะลูกน้อย ,หนังสือบันทึกคุณแม่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 72 เดือนกรกฎาคม 2542 หน้า 39-42)
 
 
ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพสมองสองซีกของมนุษย์ ตลอดจนนักปฏิบัติธรรมที่ศึกษาลึกซึ้งถึงการนำวิชาสมาธิมาใช้พัฒนาสมอง
: ศจ.โรเบอร์ต ออนสไตน์ ยังได้พบอีกด้วยว่า ผู้ที่ฝึกการใช้สมองแต่เพียงข้างเดียวเป็นเวลานาน ๆ เข้า ก็จะไม่สามารถใช้สมองอีกข้างหนึ่งได้นอกจากในบางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอาศัยสมองทั้งสองข้างปฏิบัติงานสัมพันธ์กันเท่านั้น
เขายังค้นพบต่อไปว่า หากได้มีการกระตุ้นให้มีการใช้สมองข้างที่ไม่ค่อยจะได้ใช้ขึ้นมาให้ทำงานเท่ากับอีกข้างหนึ่งที่ใช้อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดประสิทธิผลเป็นความสามารถทางสมองได้อย่างมหาศาล
เป็นการเพิ่มอัจฉริยภาพให้แก่มนุษย์เราได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
(น.พ. ชินโอสถ หัสบำเรอ ,วิธีการใช้สมองอย่างคอมพิวเตอร์,2541,หน้า 12-13     )
:จากงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล ของ ดร. โรเจอร์ สเปอร์รี่ (Dr. Roger Sperry) และผลงานวิจัยของโปรเฟสเซอร์ อีแรน แซนดิล ( Professor Eran Zandirl )
“ถ้าสมองของมนุษย์ทั้งสองส่วนมีโอกาสใช้งานร่วมกันในเวลาเดียวกันอย่างเหมาะสม จะทำให้การพัฒนาสติปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการเรียนรู้และแก้ปัญหาจะมีทั้งรูปแบบที่ใช้ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ลำดับขั้นตอนและคิดอย่างมีเหตุผล”
 
: ศาสตราจารย์โรเชนวีก (Mark Rosenzweig)  ได้พบว่า
“สมองมิได้เสื่อมลงไปตามอายุขัยของคนเราแม้แต่น้อย”
 
 
 
“ตามหลักของปฏิจจสมุทบาท ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป และนามรูปก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ทำให้เราสดับรู้ว่าสมอง ระบบประสาทของคนเราจะของคนเราจะพัฒนาไปในรูปไหนอย่างไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพของวิญญาณ
ฉะนั้นเมื่อคนบางคนพยายามฝึกสมาธิอยู่เสมอจนกระทั่งเข้าฌานได้ สมรรถภาพหรือคุณสมบัติของสมองก็ย่อมจะดีขึ้น ๆ โดยลำดับ ถ้ายิ่งฝึกได้ถึงขั้นสูงคือได้ฌานขั้นที่ 4 และสำเร็จทิพยจักษุด้วย ซึ่งในเมื่อฝึกถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังเข้าสมาธิบ่อย ๆ จนมีความชำนาญมาก คือสามารถเข้าสมาธิได้เร็วและเข้าได้ทุกเวลาทุกสภานที่ ถ้าทำได้ถึงขนาดนี้ก็แปลว่า สมองได้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมแล้ว    (พร รัตนสุวรรณ, ,อภิญญา เล่ม 1, 2536,หน้า 111-112)
 
ปิติที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เป็นกระแสปิติที่แผ่ไปทุก ๆ เซลล์ทั่วร่างกาย ทั่วทุกขุมขน ทำให้ทุก ๆ เซลล์ของร่างกายได้รับความอิ่มใจ นี้ด้วย ไม่ใช่ได้รับเฉพาะจิตหรือสมองเท่านั้น จึงเป็นทั้งการสุขกายและสุขใจ การแผ่ซ่านนี้น่าจะเกิดจากการส่งสัญญาณด้วย “สารสื่อสารทางประสาท” หรือวิญญาณ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า คือ เอนโดร์ฟินส์ (Endorphins) และอาจมีสารสื่อสารทางประสาทอื่น ๆ อีกที่ยังไม่ได้มีการค้นพบมากมายที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว 
มนุษย์ประกอบไปด้วยร่างกายและวิญญาณ วิญญาณเป็นตัวเห็นตัวรู้แต่ว่าการเห็นการรู้ต้องอาศัยร่างกายอันประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ มากมายเพื่อใช้เป็นเคริ่องมือ ซึ่งวิญญาณและร่างกายไม่ได้เป็นของสิ่งเดียวกัน
ระบบสมอง ระบบประสาททั้งหลายและอวัยวะรับสัมผัสตลอดจนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกรรมของตัวเอง ที่มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันเป็นเพราะความสามารถในการสร้างสรรค์ของวิญญาณไม่เหมือนกัน
เคล็ดลับของนักคิดนักปราชญ์นักบุญสมัยโบราณ ที่รู้วิธีในการทำให้สมองหลั่งสารมอร์ฟีนในสมองออกมาโดยการเปลี่ยนคลื่นสมองเป็นอัลฟ่า หากคนเราสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีคิดในแนวทางที่กระตุ้นให้หลั่งสารมอร์ฟีนออกมาได้ เขาจะมีอายุยืนและไกลโรค”
 (ดร.สุวินัย ภรณวลัย,คัมภีร์มังกรวัชระ,2540 )
 
ปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าการศึกษาไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการสอนหรือหลักสูตรส่วนใหญ่ที่จัดให้กับเด็กในทุกวันนี้มักจะมุ่งไปในการพัฒนาสมองซีกซ้ายเพื่อตอบสนองต่อผู้ถนัดขวาหรือผู้ที่ถนัดการเรียนรู้ด้วยหู เป็นส่วนใหญ่ โดยการศึกษาในปัจจุบันเด็กต้องท่องจำ คิดเลข เรียนรู้ทางภาษา ระเบียบ กฎเกณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูล อันเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งนั้น ขณะที่สมองทางซีกขวาไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังเน้นการที่ครูเป็นศูนย์กลาง คำตอบที่ถูกต้องต้องมาจากครู หรือจากหนังสือเรียนเท่านั้นโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสคิดหาคำตอบที่แตกต่างไปจากคำตอบเหล่านี้

          การเรียนแบบนี้เองเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ทำให้เด็กเกิดความกลัวในการคิดหาคำตอบใหม่ๆ ทั้งๆ ที่คำตอบนั้นอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้องก็ได้ ในสภาพการเรียนรู้การสอนแบบนี้ มีผลทำให้ สมองซีกขวาของเด็กอาจจะถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง เด็กในช่วงอายุ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี เป็นวัยแห่งการคิดฝันจินตนาการ
             ดังนั้นสมองส่วนที่มีความสำคัญในวัยนี้ จะเป็นสมองซีกขวาเป็นส่วนใหญ่ เด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการกระตุ้นให้สมองซีกขวาได้พัฒนาอย่างเต็มที่ โ่ดยการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิด จินตนาการของเด็กเอง โดยการพัฒนาสมองทั้ง 2 ซีกไปพร้อมกันและเท่าเทียมกัน โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาจากระบบที่เป็นอยู่ เป็นระบบที่ให้เด็กมีอิสระในการคิด การหาคำตอบมาขึ้น
          การพัฒนาสมองซีกขวาอาจทำได้โดยการสอนให้เด็กได้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการคิดการจินตนาการเช่น การเล่านิทาน การแสดงละคร การเล่นเกมส์ เล่นกีฬา ดนตรี และศิลปะ ตลอดจนการฝึกสมาธิ ที่มีโปรแกรมจิตในด้านจินตนาการและมโนภาพประกอบ
 
  
          ดังนั้นวิชาสมาธิสมองจึงได้กำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางเลือกใหม่ในการพัฒนาศักยภาพสมองสองซีก ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาศักยภาพทางเชาว์อารมณ์ (Emotional Quotient )* และมีผลทางอ้อมต่อการพัฒนาศักยภาพระดับสูงทางเชาว์ปัญญา (Intelligence Quotient)** ในที่สุด รายละเอียดของวิชาสมาธิสมองจะกล่าวไว้ในบทต่อไป
 
 
*เชาว์อารมณ์ (Emotional Quotient ) (E.Q.) : กุญแจของความสำเร็จในชีวิต
(Mayer and Salovey) : คือความสามารถของบุคคลในการที่จะไหวเท่าทันในความคิด ความรู้สึกและภาวะอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้ นอกเหนือจากการติดตามกำกับควบคุมได้แล้ว บุคคลพึงรู้จักจำแนกแยกแยะ และใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อชี้นำความคิดและการกระทำของตนเองโดยเป็นความสามารถในการ รับรู้ ประเมิน และแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเหมาะสม
ซึ่งโดยสรุปแล้ว กระบวนการพัฒนาเชาว์อารมณ์ (E.Q.)นำไปสู่การพัฒนาทักษะ 3 ด้านต่อไปนี้
1.      ทักษะทางอารมณ์ คือ
·        การรับรู้ ยอมรับ และการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง
·       การควบคุมการหุนหันพลันแล่นและการสร้างความรับผิดชอบ
·       ลดการตึงเครียด
·       การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างความรู้สึกกับการกระทำ
·       ทักษะในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักให้แบ่งปันคนอื่น
·       รับรู้ ประเมิน และแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งเข้าใจอารมณ์และกระบวนการอารมณ์ได้ดีซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความเจริญงอกงามของสุขภาพจิตและเชาว์ปัญญา
 
 
 
2.      ทักษะในการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา
·       การพูดคุยปรึกษากับตนเองหรือคิดโต้ตอบกับตนเอง
·       อ่านท่าทีและแปลความหมายได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ และท่าทีของบุคคลที่ติดต่อด้วย รวมทั้งท่าทางและการสื่อภาษา
·       ใช้ขั้นตอนของการแก้ปัญหาและตัดสินใจอย่างมีระบบ
·       เข้าใจทุกข์ของผู้อื่น พิจารณาหาทางออกสำหรับทุกคน
·       ทักษะการมองชีวิตในแง่ดี สามารถตั้งความคาดหวังที่เหมาะสมจริงสำหรับตนเองได้
3.       ทักษะในการแสดงพฤติกรรมและการสื่อความหมาย ได้อย่างเหมาะสม
·       การแสดงออกด้วยท่าทาง สามารถเรียนรู้การแสดงออกที่เหมาะสมกับบุคคล,เหตุการณ์ และกาลเทศะ
·       พฤติกรรมการใช้ภาษา เช่น การเขียน การพูด สามารถทำให้สื่อภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ดี
 
**เชาว์ปัญญา (Intelligence Quotient)** หมายถึงความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้ การปรับตัวต่อปัญหาอย่างเหมาะสมและความสามารถในอันที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมีคุณค่าทางสังคม สามารถคิดอย่างมีเหตุผลสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
(อัญชลี จุมพฎจามีกร บทความเรื่องเชาว์ปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี)
เชาวน์ปัญญาเป็นสิ่งที่บุคคลแต่ละคนมีติดตัวมาแต่กำเนิดและพัฒนาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามระดับอายุและสิ่งแวดล้อมเชาวน์ปัญญาของแต่ละคนจะมีลักษณะที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ระดับอายุที่พัฒนาการของเชาวน์ปัญญาถึงขั้นสูงสุดคือระหว่างอายุ 15-25 ปี เชาวน์ปัญญาเมื่อพัฒนาถึงขั้นสูงสุดจะค่อยๆเสื่อมลงตามวัย แต่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แทบสังเกตไม่ได้ การเสื่อมของเชาวน์ปัญญา ในแต่ละด้านอาจเสื่อมเร็วและช้าไม่เท่ากัน
 
 
 
 
ระดับเชาวน์ปัญญา
การจัดระดับเชาวน์ปัญญาเป็นเพียงการแสดงการเปรียบเทียบให้ทราบว่าบุคคลหนึ่ง มีความสามารถอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับอายุ เมื่อเทียบกับบุคคลที่อยู่ในระดับอายุเดียวกัน
ระดับเชาวน์ปัญญากับความสามารถรับการศึกษา ประกอบอาชีพและการปรับตัว

130 ขึ้นไป
ฉลาดมาก
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาเอก
120-129
ฉลาด
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาโท
110-119
สูงกว่าปกติหรือค่อนข้างฉลาด
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาตรี หรือมีโอกาส จบมหาวิทยาลัยได้
90-109
ปกติหรือปานกลาง
เป็นไอคิวเฉลี่ยของประชากรปกติ ส่วนใหญ่มีความสามารถปานกลางเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายได้
80-89
ต่ำกว่าปกติหรือปัญญาทึบ
เชาวน์ปัญญาต่ำที่สามารถรับการ ศึกษาพิเศษสำหรับเด็กเรียนช้าๆ
70-79
ระดับเชาวน์ปัญญาก้ำกึ่ง ระหว่างปัญญาทึบกับปัญญาอ่อน
 
และประกอบอาชีพประเภทช่างฝีมือได้
50-69
ปัญญาอ่อนเล็กน้อย
มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 7-10 ปี อาจพอรับรู้การศึกษาได้ ในระดับประถมต้น ป.1-ป.4 โดยเรียนอยู่ในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียน การศึกษาพิเศษเฉพาะ ประกอบอาชีพที่ไม่ต้องความรับผิดชอบสูง หรืองาน ประเภทช่างฝีมือง่ายๆ
 

 
35-49
ปัญญาอ่อนปานกลาง
   มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็ก    
   อายุ 4-7 อาจอ่านเขียนได้เล็กน้อย ต่เรียนรู้ได้ช้า ไม่สามารถเรียน ในโรงเรียนปกติได้ ควรเรียน ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะ ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสมอาจพอดูแลตนเองในชีวิต ประจำวันได้ และ
   ทำงานง่ายๆภายใต้การควบคุมดู
20-34
ปัญญาอ่อนมาก
   มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 3 ปี เรียนหนังสือไม่ได้
    ความบกพร่องเห็นได้ชัดในพฤติกรรม การปรับตัวและอาจมี
     พัฒนาการบกพร่องในด้านภาษาการรับรู้ การดำรงชีวิต ต้องอยู่ภายใต้การดูแล เช่นเดียวกับเด็กเล็ก
 
ต่ำกว่า 20
ลงไป
ปัญญาอ่อน มากที่สุด
มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 1-2 ปี ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องมีผู้ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
 
 
 
 
 
บทที่ 4
สมาธิสมองนวัตกรรมใหม่ทางด้านสมาธิ
สมาธิสมอง(Brain meditation)เป็นแนวทางการสร้างสมาธิแนวใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสมองของมนุษย์ อันจะนำไปสู่ความการเป็นผู้มีเชาว์อารมณ์ ( Good Emotional Quotient) ที่ดี ก่อให้เกิดสมาธิ ความสงบ และเชาว์ปัญญา( Good Intelligence Quotient) ที่ดีตามมา โดยเป็นการประสานกันระหว่างศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของชาวตะวันตกกับศาสตร์แห่งจิตวิญญาณชาวตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างประสานกลมกลืน
หนังสือ “จินตนาการสู่การเรียนรู้   (Unicorn Are Real)” แต่งโดยมิสซิสบาร์บาร่า ไมส์เตอร์ วิตาล (Mrs.Barbara Meister Vitale)  ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมอง แปลโดย หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา   หน้า 22-23 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ , 2538. ซึ่งได้เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า
“คนที่มีความสามารถรับรู้ทางจักษุประสาทได้อย่างดีเลิศมักจะเป็นเพราะระบบการทำงานของสมองซีกขวา เราต้องเห็นเสียก่อนจึงจะเข้าใจได้ บุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่า ผู้เรียนรู้ทางตา หรือเรียนรู้โดยอาศัยจักษุประสาท (visual learners)
 
คนที่มีความสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทางโสตประสาท คือต้องได้ยินด้วยหูจึงจะเข้าใจ พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็น คนเรียนรู้ทางหู(audio learners) มักจะเป็นผู้ถนัดใช้สมองซีกซ้าย
 
ส่วนคนที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตนถนัดเรียนรู้ทางด้านไหนอย่างไร มักจะเป็นคนที่เรียนด้วยประสาทสัมผัสทางผิวหนังผสมผสานประสาทสัมพันธ์ทางกล้ามเนื้อและข้อต่อ อย่างที่เรียกว่าประสาทสัมผัสทางแฮปติค     พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนเรียนรู้ทางแฮปติค (haptic learning) เขาเป็นพวกที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ข้าพเจ้าได้พบว่าบุคคลประเภทนี้ บางทีก็เป็นคนที่ถนัดใช้สมองซีกขวา หรือบางทีก็เปลี่ยนไปมาจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้ายอยู่ตลอดเวลา ”
 
“ส่วนของสมองที่ควบคุมโสตประสาทสัมผัสอยู่เหนือหูข้างซ้าย
ส่วนของสมองที่ควบคุมจักษุสัมผัสอยู่ตอนกลางหน้าผาก หรือเยื้องไปทางขวามือเล็กน้อย ส่วนของสมองที่ควบคุมประสาทสัมผัสทางแฮปติค หรือประสาทสัมผัสสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อ (haptic or motor sensory ) อยู่ตรงกลางกระหม่อม”
จากข้อความที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า คนที่ถนัดในการเรียนรู้ทางหู(audio learners มักจะเป็นผู้ถนัดใช้สมองซีกซ้ายและเป็นผู้ถนัดการใช้มือขวา ส่วนคนที่ถนัดในการเรียนรู้ทางตา หรือเรียนรู้โดยอาศัยจักษุประสาท (visual learners )มักจะเป็นคนคนสมองซีกขวาและเป็นผู้ที่ถนัดการใช้มือซ้าย 
ดังนั้นถ้ากระตุ้นสมองและประสาทสัมผัสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจักษุสัมผัสอันเป็นข้อด้อยของคนสมองซีกซ้ายด้วยแสงสีที่เหมาะสม ในบริเวณตาและหน้าผาก และกระตุ้นสมองและประสาทสัมผัสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโสตสัมผัสด้วยเสียงที่เหมาะสมอันเป็นข้อด้อยของคนสมองซีกขวาในบริเวณหูทั้งสองข้าง โดยที่แสงสีเสียงที่เลือกสรรและโปรแกรมทางจิตที่จัดไว้นั้นได้เข้าไปกระตุ้นส่วนต่าง ๆ ของสมองดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
 
 
แสงสีที่เหมาะสม จะไปกระตุ้นพูสมองส่วนที่เรียกว่า ฟรอนทัลโลป(Frontal lobe) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และ ออกซิพิตัลโลป ( Occipital lobe)ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น
เสียงที่เหมาะสม   จะไปกระตุ้นพูสมองในส่วนที่เรียกว่า เทมพอรัลโลป (Temporal lobe) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟัง
นอกจากนี้ยังผสานกับจินตนาการและความคิด ภายใต้โปรแกรมฝึกทางจิต ที่จัดไว้จะไปกระตุ้นพูสมองส่วนที่เรียกว่า ฟรอนทัลโลป (Frontal lobe ) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดและการวางแผน และ พาไรทัลโลป (Parietal lobe) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์และการประมวลผลข้อมูล
 
หลังการฝึกจะนำไปสู่การพัฒนาสมองอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากสมองในส่วนที่เกี่ยวกับสมาธิและปัญญาได้รับสั่นสะเทือนจากโปรแกรมการกระตุ้นในพร้อม ๆ กัน นำไปสู่ความตื่นตัวในการทำงานของสมองและสร้างความประสานสมดุลของสมองแต่ละซีก ทำให้เกิดสมาธิ ความสงบอย่างล้ำลึก เป็นต้นทุนก่อให้เกิดการพัฒนาเชาว์อารมณ์(E.Q.) และเชาว์ปัญญา(I.Q.) ที่ดีตามมา
 
 
บทที่ 5
ลำดับขั้นของการฝึกวิชาสมาธิสมอง
ลำดับขั้นของการฝึกวิชาสมาธิสมอง ได้แบ่งระดับการฝึกต่างๆดังต่อไปนี้
 
สมาธิสมองระดับที่ 1 (Brain Meditation Level 1)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยคีตสมาธิ
(Music Meditation)
หลักการ
จากผลงานการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่าเสียงดนตรีที่เลือกสรรอย่างเหมาะสม มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองและสมาธิ เนื่องจากเสียงดนตรีจะช่วยกระตุ้นการเพิ่มเส้นใยประสาทภายในสมอง 
(รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์,นพ.กิจจาฤดีขจร บทความ “สมอง : มหัศจรรย์ของการเรียนรู้” หนังสือสานปฏิรูปปีที่ 2 ฉบับที่13 ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2541)
เสียงเป็นคลื่นอย่างหนึ่ง อนุภาคที่ประกอบเป็นร่างกายคนก็เป็นคลื่นเช่นกัน เพราะฉะนั้นเสียงดนตรีย่อมสามารถมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจของคนเราได้อย่างไม่มีข้อต้องสงสัยเลย มีผลการทดลองที่ชี้ชัดว่าดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณของฮอร์โมนและเอนไซม์ในร่างกายคน หากใช้ดนตรีได้เหมาะสมย่อมมีผลดีต่อสุขภาพกาย-ใจ ของคนเราอย่างแน่นอน
(ดร.สุวินัย ภรณวลัย ,เทพอวตาร มังกรจักรวาล ภาค2 )
 
 
  
จากบทคัดย่อปริญญานิพนธ์ของนายพัชระ แก้วไชเทียน    กล่าวถึงผลของเสียงดนตรีที่มีต่อการฝึกสมาธิไว้ดังนี้
พัชระ แก้วไชเทียน
ผลของเสียงดนตรีที่มีต่อการฝึกสมาธิของนักเรียนจากเทปเสียงฝึกสมาธิ
ซึ่งมีรูปแบบที่ต่างกัน
ปริญญานิพนธ์กศม : มศวประสานมิตร, 2540
(เสียงดนตรี) (การฝึกสมาธิ) (นักเรียน) (เทปบันทึกเสียง)
 
บทคัดย่อ
บทตัดย่อความมุ่งหมายของการวิจัยนี้เพื่อศึกษาถึงผลของเสียงดนตรีที่มีต่อการฝึกสมาธิของนักเรียนโดยใช้เทปเสียงซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุระหว่าง 11-14 ปีในภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2538 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองสังกัดกรมสามัญศึกษาจำนวน 30 คนโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ทำการคัดเลือกกลุ่มควบคุมให้ฝึกสมาธิจากเทปเสียงการบรรยายฝึกสมาธิรูปแบบที่มีดนตรีประกอบใช้เวลา 27 นาทีและกลุ่มควบคุมให้ฝึกสมาธิจากเทปเสียงบรรยายฝึกสมาธิรูปแบบที่ไม่มีดนตรีประกอบใช้เวลา 22 นาทีทำการฝึกสมาธิกลุ่มละ 3 ครั้งทำการวัดค่าเฉลี่ยสมาธิทุกครั้งทุกครั้งหลังจากการฝึกสมาธิเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วยเครื่องคำนวณเปอร์เซนต์สมาธิ (Percent-time Computer Or Cerebral Function Monitor) บันทึกค่าที่ได้ลงในบันทึกค่าของเครื่องอัลฟ่า (Alpha Wave) ทุกๆ 6 วินาทีเทปการบรรยายการฝึกสมาธิ 2 รูปแบบคือรูปแบบที่เสียงดนตรีประกอบการบรรยายและรูปแบบที่ไม่มีเสียงดนตรีประกอบการบรรยายเครื่องเทปสำหรับเปิดเทปการบรรยายการฝึกสมาธิรูปแบบการวิจัยเป็นแบบ Randomized Control Group Posttest only Desingn สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test for independent ผลการศึกษาพบว่าผลการฝึกสมาธิจากเทปเสียงฝึกสมาธิซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันนั้นในกลุ่มทดลองซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝึกสมาธิจากเทปฝึกสมาธิในรูปแบบที่มีดนตรีประกอบมีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นกลุ่มที่ฝึกสมาธิจากเทปเสียงฝึกสมาธิในรูปแบบที่ไม่มีดนตรีประกอบอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และระยะเวลาในการที่จิตเริ่มมีสมาธิเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองในช่วงนาทีที่ 1 ถึงนาทีที่ 3 พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 
 
          สรุปจากผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ฝึกสมาธิโดยมีเสียงดนตรีประกอบจะมีจิตที่เป็นสมาธิมากกว่าและใช้ระยะเวลาในการเข้าสู่ความสงบของสมาธิเร็วกว่านักเรียนที่ฝึกสมาธิโดยไม่มีเสียงดนตรีประกอบ
          นอกจากนี้จากงานวิจัยของต่างประเทศทำให้เราทราบว่า เพลงมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบกล้ามเนื้อ และสภาพจิตใจ ทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข (เอนโดรฟีน) ออกมา ทำให้เกิดสติ ความรู้สึกนึกคิดที่ดี และได้นำมาใช้ได้ผลในเรื่องของการคลายเครียดลดความวิตกกังวล ลดความกลัว บรรเทาอาการเจ็บปวด เพิ่มกำลังและการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเมื่อเวลาเจ็บป่วย เพลงจะช่วยทำให้เกิดการผ่อนคลายบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ ทำให้เกิดพลังกาย กำลังใจ ต่อสู้กับโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้เป็นการประหยัดยากิน ยาฉีด และการผ่าตัดลงได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การฟังเพลง เปรียบเสมือนมีอาหารและวิตามินที่ช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรง และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี (สถาบันพลังจิตและจักรวาล ,เอกสารเรื่องแนวทางการพัฒนากาย-จิต หน้า 7)
การใช้ดนตรีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ของเด็ก ๆ พูดง่าย ๆ คือ ทำให้เด็กฉลาดขึ้นนั่นเอง ขณะนี้มีผลงานวิจัยของนักดนตรีชาวเชคโกสโลวาเกียและออสเตรีย พบว่าดนตรีแต่ละอย่างให้ผลต่อคลื่นสมองของมนุษย์โดยตรง เช่น หากเด็กกำลังโกรธเกรี้ยว โมโห เมื่อฟังเพลงคลาสสิคบางเพลง สามารถทำให้สงบลงได้ และงานวิจัยนี้ยังทำละเอียดถึงขนาดเพลงของทุก ๆ วิชา เช่นเวลาจะสอบเลขจะฟังเพลงทำนองใด วิทยาศาสตร์ เพลงประเภทใด ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นเพลงชนืดใด ทั้งนี้และทั้งนั้น เราอาจรีบสั่งซื้อเพื่อให้ลูกเราเก่ง ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร IMF ก็ฉุดไม่อยู่ 
 (ผศ.ดร.อุษณีย์ โพธิสุข ,สมองมหัศจรรย์,แฟแมลี่ไดเรค จำกัด,กทม,2542)
 

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าดนตรีมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มศักยภาพสมองของมนุษย์ทำให้จิตสงบมีสมาธิได้ลึกซึ้งและใช้ระยะเวลาการเข้าสู่ความสงบของสมาธิเร็วขึ้นกว่าปกติ ยังมีผลทางอ้อมต่อร่างกายและจิตใจในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งนับว่าเสียงดนตรีที่เลือกสรรอย่างเหมาะสมจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเชาว์อารมณ์(E.Q.) และเกิดผลทางอ้อมต่อการพัฒนาเชาว์ปัญญา (I.Q.) โดยเฉพาะเด็กในช่วงขวบปีแรก จะเป็นช่วงที่สามารถพัฒนาทางสมอง ได้มากที่สุด พ่อแม่จะสามารถช่วยให้ลูก มีพัฒนาการทางสมองที่ดีได้ ด้วยการจัดให้เขาได้ผ่อนคลาย โดยฟังเพลงที่สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาสมองเด็กโดยเฉพาะ

ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยคีตสมาธิ เป็นสมาธิสมองขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในการฝึกสมาธิมาก่อน เพื่อที่จะทำการกระตุ้นศักยภาพของสมอง โดยเนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย การเลือกสรรดนตรีคุณภาพที่มีศักยภาพในการกระตุ้นและพัฒนาสมอง , โปรแกรมสอนสมาธิเบื้องต้น,โปรแกรมทางจิตเพื่อสร้างความคิดและจินตนาการ ตลอดจนแสงสีที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกสมาธิ โดยเป็นโปรแกรมสมาธิสมอง เพื่อเตรียมความพร้อมของสมองและร่างกายในการฝึกสมาธิสมองในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
 

 

 
สมาธิสมองระดับที่ 2 (Brain Meditation Level 2)

 

กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียง 
(Light & Sound Meditation )
หลักการ
ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียง เป็นสมาธิสมองขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานหรือมีประสบการณ์ในการฝึกสมาธิมาก่อน จัดทำขี้นเพื่อที่จะทำการกระตุ้นศักยภาพของสมองส่วนต่าง ๆ และสร้างความสมดุลย์ระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา   โดยการใช้เครื่องมือพิเศษทางวิทยาศาสตร์ที่ให้แสงสีที่มีพลังกระตุ้นศักยภาพทางสมองที่สูงขึ้น ,เลือกสรรดนตรีที่มีพลังการกระตุ้นสมองมากขึ้น , โปรแกรมแบบฝึกหัดทางจิตเพื่อสร้างความคิดและจินตนาการ ตลอดจนสภาวะแวดล้อมที่มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกสมาธิ
หลังการฝึกจะนำไปสู่การพัฒนาสมองอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากสมองในส่วนที่เกี่ยวกับสมาธิและปัญญาได้รับสั่นสะเทือนจากโปรแกรมการกระตุ้นพร้อม ๆ กัน ซึ่งมีผลทำให้ผู้ฝึกเกิดสมาธิและความสงบในจิตใจ อันจะเป็นพลังแห่งเชาว์ปัญญาและ เชาว์อารมณ์ที่สามารถจะนำไปใช้ในการศึกษาเล่าเรียน ,ดำรงตนได้อย่างเหมาะสมในสังคมและชีวิตประจำวัน โดยเป็นโปรแกรมสมาธิสมองระดับพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมของสมองและร่างกายในการฝึกสมาธิสมองในระดับต่อไป


 

 
สมาธิสมองระดับที่ 3 (Brain Meditation Level 3)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยพลังแห่งจิต 
(Power of Mind Meditation )
หลักการ 
          สมาธิสมองระดับที่ 3 นี้จะฝึกสมาธิโดยการใช้ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียงผสานกับการฝึกโปรแกรมพลังแห่งจิตและการประสิทธิ์พลัง โดยโปรแกรมพลังแห่งจิตนี้เป็นโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความพร้อมของร่างกายและสมองตลอดจนพลังจิตให้ได้เพียงพอก่อนที่จะไปเรียนในสมาธิสมองระดับที่ 4 ต่อไป 
 ตัวอย่างโปรแกรมพลังแห่งจิต
แบบฝึกหัดที่ 1
1.      นำมือขวามาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด 
2.      แล้วกำหนดจิตให้จุดนั้นเป็นจมูก ให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้าๆ   กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
3.      ให้ปฏิบัติเสมือนว่าจุดนั้นกำลังหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าภายในสมองโปล่งโล่งสบายแล้วจึงหยุด
 


แบบฝึกหัดที่ 2

1.      นำปลายนิ้วชี้,นิ้วกลางและนิ้วนางจากมือขวามาวางไว้บริเวณกลางหน้าผาก โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนกลางหน้าผาก
2.      แล้วกำหนดจิตให้จุดนั้นเป็นจมูก ให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
3.      ให้ปฏิบัติเสมือนว่าจุดนั้นกำลังหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าภายในกระโหลกศีรษะตรงส่วนหน้าผากโปล่งโล่งสบายแล้วจึงหยุด
 
แบบฝึกหัดที่ 3
1.      นำมือซ้ายมาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือข้างซ้ายวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด และนำนิ้วชี้,นิ้วกลางและนิ้วนางจากมือขวามาวางไว้บริเวณกลางหน้าผาก โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนกลางหน้าผาก
2.      แล้วกำหนดจิตให้ทั้งสองจุดนั้นเป็นจมูก
3.      จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางหน้าผาก   กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณทั้งสองนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
4.      ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความปลอดโปล่งแล้วจึงหยุด
5.       จากจุดกลางหน้าผากให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางศีรษะ กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณทั้งสองนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
6.       ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความปลอดโปล่งแล้วจึงหยุด
7.      จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางหน้าผาก และจากจุดหน้าผากให้สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางศีรษะ   ทำสลับไปมาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกสมองมีความปลอดโปล่งแล้วจึงหยุด
 
 
 
แบบฝึกหัดที่ 4
1.      ใช้นิ้วหัวแม่มือกด,นวดและคลึง กลางฝ่ามือของทั้งสองมือ จนรู้สึกร้อน อุ่น สบาย
2.      ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จากมือซ้าย ทำการกด,นวดและคลึง ปลายนิ้วหัวแม่มือ,นิ้วชี้,นิ้วกลาง,นิ้วนางและนิ้วก้อย ของมือขวา จนรู้สึกร้อน อุ่น สบาย
3.      ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จากมือขวา ทำการกด,นวดและคลึง ปลายนิ้วหัวแม่มือ,นิ้วชี้,นิ้วกลาง,นิ้วนางและนิ้วก้อย ของมือซ้าย จนรู้สึกร้อน อุ่น สบาย
 
แบบฝึกหัดที่ 5
1.      นำมือขวามาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด และวางมือซ้ายหงายฝ่ามือขึ้นนำไปวางไว้ที่ตัก  
2.      แล้วกำหนดจิตให้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ กลางฝ่ามือและปลายนิ้วมือซ้าย นั้นเป็นจมูก
3.      จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางกลางฝ่ามือ และปลายนิ้วทั้ง 5   กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณเหล่านั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
4.      ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความอบอุ่น ร้อน และปลอดโปล่งที่สมองและฝ่ามือตลอดจนปลายนิ้วมือทั้งห้า แล้วจึงหยุด
5.      นำมือซ้ายมาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด และวางมือขวาหงายฝ่ามือขึ้นนำไปวางไว้ที่ตัก  
6.      แล้วกำหนดจิตให้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ กลางฝ่ามือและปลายนิ้วมือนั้นเป็นจมูก
7.      จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางกลางฝ่ามือซ้าย และปลายนิ้วทั้งห้า   กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณเหล่านั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
8.      ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความอบอุ่น ร้อน และปลอดโปล่งที่สมองและฝ่ามือตลอดจนปลายนิ้วทั้งห้า แล้วจึงหยุด
 
 
แบบฝึกหัดที่ 6
1.      ให้มือซ้ายและมือขวาหงายฝ่ามือขึ้นนำไปวางไว้ที่ตัก  
2.      แล้วกำหนดจิตให้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ กลางฝ่ามือและปลายนิ้วมือทั้งสอง นั้นเป็นจมูก
3.      จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางกลางฝ่ามือ และปลายนิ้วทั้ง 5 ของมือทั้งสอง กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณเหล่านั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่  
4.      ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความอบอุ่น ร้อน และปลอดโปล่งที่สมองและฝ่ามือตลอดจนปลายนิ้วทั้งห้า แล้วจึงหยุด
 
แบบฝึกหัดที่ 7
1.      ยกมือในท่าพนมอยู่ที่กลางหน้าอก แล้วค่อย ๆ แยกมือห่างจากกันทีละน้อย โดยมือทั้งสองขนานกัน ห่างจากกันประมาณ 6 นิ้ว
2.      จากนั้นให้ใช้จิตเพ่งไปที่ช่องว่างระหว่างมือที่แยกจากกัน จนรู้สึกร้อนหรือซู่ซ่าตามมือและนิ้วมือ 
3.       ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความปลอดโปล่งสบายแล้วจึงหยุด
 

 

สมาธิสมองระดับที่ 4 (Brain Meditation Level 4)

กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยสมาธิมโนจิต 
(Power of thought form Meditation )
หลักการ 
            สมาธิสมองระดับที่ 4 นี้จะฝึกสมาธิโดยการใช้ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียงผสานกับการทำโปรแกรมมโนจิตและการประสิทธิ์พลัง โดยโปรแกรมมโนจิตนี้เป็นโปรแกรมการสร้างมโนภาพอาศัยการเพ่งจิตประสานกับภาพเชิงซ้อนที่สมองสร้างขึ้น เมื่อท่านสร้างมโนภาพที่ประกอบไปด้วยความเชื่อที่มั่นคงแน่วแน่และความตั้งใจที่จะได้ความสำเร็จ ทั้งสองสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้งานสร้างมโนภาพที่ท่านทำขึ้นสามารถก่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลออกมาเป็นรูปธรรม อันเหตุจากมีจิตใจศรัทธาและแน่วแน่เต็มไปด้วยพละกำลังจะเป็นการผลักดันให้จิตใต้สำนึกภายในตัวของท่านเกิดแรงขับดันตัวท่านให้เกิดพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ต้องการตามจิตอธิษฐานของท่าน
ดังนั้นการฝึกปฏิบัติจิตให้เกิดมโนภาพและพลังจิตเพื่อกระตุ้นศักยภาพของสมองส่วนต่างๆ ตามโปรแกรมต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ประกอบด้วย
Step 1 ทำสมาธิเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองแต่ละส่วน
Step 2 ทำสมาธิเพื่อกระตุ้นการสร้างความสมดุลย์ระหว่างสมองกับร่างกาย
Step 3 ทำสมาธิเพื่อกระตุ้นการสร้างความสมดุลย์ระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา ขั้นพื้นฐาน
ด้วยจิตใจที่ศรัทธาเชื่อมั่นและมีความตั้งใจที่แน่วแน่ภายใต้พลังแห่งสมาธิและระบบแสงสีเสียงที่จัดให้ก็จะช่วยให้การพัฒนาศักยภาพสมองเกิดสัมฤทธิ์ผลขึ้นในทิศทางที่น่าพอใจ
(ผู้ที่ผ่านการเรียนในหลักสูตรสมาธิสมองในระดับที่ 4   และผ่านการทดสอบทักษะด้านพลังสมาธิจากอาจารย์แล้ว จะมีสิทธิที่จะเรียนวิชาสมาธิสมองในระดับที่ 5 ซึ่งจะมีความสามารถในการพัฒนาสมองขั้นพื้นฐานแก่บุคคลอื่นได้)
 


 

สมาธิสมองระดับที่ 5 (Brain Meditation Level 5)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองและร่างกายโดยการกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ด้วยสมาธิต่อมไร้ท่อ
(Endocrine gland Meditation ) 
หลักการ
มนุษย์ทุกวันนี้เปรียบได้กับเปรียบได้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์     ที่มีศักยภาพการทำงานมากมายในแต่ละโปรแกรม แต่ผู้ใช้มีศักยภาพที่จะนำมาใช้ได้โดยเฉลี่ยไม่ถึง 20 % นับว่าไร้ประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างมาก หรือเปรียบเทียบได้กับพัดลมที่มีปุ่มทำงานห้าปุ่ม แต่ปัจจุบันเราใช้เพียง1-2 ปุ่มหรืออย่างมาก 3 ปุ่มเท่านั้น โดยละเลยถึงศักยภาพสูงสุดที่เป็นอภิมนุษย์ในร่างกายของเรา   ซึ่งจะเห็นได้จากการที่คนบางคนสามารถยกของหนัก ๆ กว่าปกติหรือกระโดดข้ามสิ่งที่สูง ๆ ซึ่งในยามปกติทำไม่ได้ ในยามที่ตกใจ ซึ่งทั้งหมดเป็นการทำงานของต่อมไร้ท่อ ในปุ่มที่ สี่หรือห้า ที่เกิดทำงานขึ้นมาโดยฉุกเฉินนอกเหนือจากการควบคุมของเรา ทั้งหมดเป็นศักยภาพแฝงเร้นของมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งศาสดาต่าง ๆ ของโลก อย่างเช่น พระพุทธเจ้า,เหลาจื๋อ,พระเยซู,หรือโยคีที่มีฤทธิต่าง ๆ ฯลฯ ต่างก็เข้าใจในความจริงข้อนี้เป็นอย่างดีและได้พัฒนานำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความสงบและสันติสุขของโลกมาช้านานนับหลายพันปีที่ผ่านมา
สมาธิต่อมไร้ท่อนี้เป็นระบบปฏิบัติการกระตุ้นศักยภาพสมองและร่างกาย โดยการจัดแสง,สี,เสียง,กลิ่น,อาสนะและวิธีการหายใจตลอดจนเคล็ดการฝึกที่เหมาะสมกับบุคคลที่ทำการฝึกอบรม เพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อ ต่าง ๆ ในร่างกาย ตลอดจนเทคนิคในการพัฒนาสมองขั้นพื้นฐานแก่บุคคลอื่น 
 
 สมาธิสมองระดับที่ 6 (Brain Meditation Level 6)
กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยสมาธิพลังจักรวาล
และพลังดาวศักสิทธิ์
( Super Power Meditation ) 
 
หลักการ
          ตำแหน่งของปัญญา ของพุทธะในสมองของคนนั้น มิได้อยู่ที่ “ส่วนหน้าของผิวสมองใหม่(ซีรีบรัม) ซึ่งทำหน้าที่หลักในการสร้างความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่อยู่ที่ส่วนลึกบริเวณกึ่งกลางสมองที่ทางการแพทย์ Diencephalon หรือ Interbrain ต่างหาก ตำแหน่งของ ที่อยู่ในส่วนลึกบริเวณกึ่งกลางของสมองนี้แหละ คือ ต่ำแหน่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา โพธืปัญญา หรือยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ผู้น้นให้สูงส่งขึ้น   ถ้าหากไม่ทำการฝึกฝนตนเองเพื่อกระตุ้นสมองส่วนนี้แล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีทางเข้าใจ หรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณและโพธิปัญญาได้อย่างแท้จริงเลย ( สุวินัย ภรณวลัย,คัมภีร์มังกรวัชระ,2540,หน้า128-129)          จากที่ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ได้เขียนไว้ในคัมภีร์มังกรวัชระ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาสมองในส่วนที่อยู่บริเวณกึ่งกลางสมองเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก 
ดังนั้น สมาธิสมองขั้นที่ 6 นี้จึงได้กำหนดแนวทางการฝึกสมาธิสมองเพื่อยกระดับศักยภาพทางสมาธิและจิตวิญญาณให้เพิ่มพูนขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น    ด้วยการเน้นการกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า Diencephalon   ซึ่งประกอบด้วยสมองส่วนทาลามัส ไฮโพทาลามัสรวมทั้งต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่อยู่ในสมองคือต่อมไพเนียล ( Pineal gland )และต่อมพิทูอิทารี    (Pituitary gland )   ตลอดจนศึกษาศาสตร์แห่งพลังจักรวาลและพลังดาวศักสิทธิ์ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากศักยภาพแห่งพลังในการพัฒนาสมองและร่างกายอันเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางพ้นทุกข์และหลุดพ้นจากวัฎสงสารต่อไป
 
 
 
 
แนะนำศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
 
สืบเนื่องจากปัจจุบันสภาพทางเศรษฐกิจ,สังคมและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษตลอดจนการแข่งขันต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเป็นไปอย่างรุนแรงที่ก่อให้เกิดความเครียด ก็คือการเจ็บป่วยทางอารมณ์และจิตใจทำให้เกิดการขาดสมาธิในการเรียน ในการทำงาน ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ การทำงานในหน้าที่เกิดความเสียหาย หย่อนประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นผลทำให้เกิดความผิดปกติทางกายภาพกับร่างกายได้ เช่น นอนไม่หลับ กินจุ สูบบุหรี่จัด ซึมเศร้า จนอาจถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตาย ทั้งปัจจุบันมีการออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพทางปัญญาของคนในชาติ ดังนั้นศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา โรงเรียนถนอมพิศวิทยาจึงก่อกำเนิดขึ้นมาโดยอาจารย์อริยะ สุพรรณเภษัช   เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาศักยภาพสมอง ด้วยวิชาสมาธิสมอง (Brain meditation) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 
 ศูนย์อภิวัฒน์ปัญญา
 
วัตถุประสงค์ 
·       เพื่อพัฒนาศักยภาพสมองให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยการกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ และสร้างความสมดุลของสมองซีกซ้ายและซีกขวา ตลอดจนการพัฒนาไปสู่ สมาธิและปัญญา
·       เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาเด็กพิเศษและเด็กทั่วไป
·       เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน
·       เพื่อเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่าง ๆ
·       เพื่อพัฒนาเชาว์อารมณ์ (E.Q.) และ เชาว์ปัญญา (I.Q.)
·       เพิ่มพลังจิตใต้สำนึกมีความสงบสุขในจิตใจ
·       สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้มากขึ้น
 
ประโยชน์
·       เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ 
·       เรียนเก่งขึ้น 
·       เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
·       ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นดีขึ้น
·       มีสมาธิ
·       คลายเครียด ลดความวิตกกังวล
·       หลับง่ายขึ้น
·       ขจัดอารมณ์รุนแรง เช่น โมโหง่าย ใจร้อน
·       มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
·       สุขภาพแข็งแรง
·       สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย
·       อื่น ๆ
 
 
ผู้อำนวยการศูนย์ อาจารย์อริยะ   สุพรรณเภษัช
สถานที่ตั้ง            โรงเรียนถนอมพิศวิทยา
1808     ม.11 ระหว่างซอยลาดพร้าว 62 และ 64              
ถ.ลาดพร้าว ต.วังทองหลาง
                         อ.วังทองหลาง    กทม. 10310
                         โทร. 5141819, 5394969
 
 
  
 
หลักสูตรการอบรมวิชาสมาธิสมอง
 
สำหรับผู้ที่สนใจที่จะฝึกอบรมในวิชาสมาธิสมอง มีรายละเอียดของหลักสูตรที่เปิดอบรมจำนวน 2 ระดับดังต่อไปนี้
1.      คีตสมาธิ (Music Meditation) (M.M.)
หัวข้อที่อบรม    
·       ความสำคัญของสมองและความรู้เกี่ยวกับสมองส่วนต่าง ๆ
·       รายละเอียดทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญาและวิชาสมาธิสมอง
·       ความรู้เกี่ยวกับดนตรีกับการพัฒนาสมาธิ
·       ฝึกปฏิบัติการคีตสมาธิ
     ระยะเวลาในการอบรม    12 ชั่วโมง
 
2.      สมาธิแสงสีเสียง (Light & Sound Meditation)
หัวข้อที่อบรม    
·       ความสำคัญของสมองและความรู้เกี่ยวกับสมองส่วนต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาสมอง
·       รายละเอียดทฤษฎีอภิวัฒน์ปัญญาและวิชาสมาธิสมอง
·       ความรู้เกี่ยวกับแสงสีเสียงกับการพัฒนาสมาธิ
·       ฝึกปฏิบัติการสมาธิแสงสีเสียง
      ระยะเวลาในการอบรม    12 ชั่วโมง
 
หมายเหตุ สมาธิสมองระดับ 3-6 ยังไม่เปิดการสอนในขณะนี้
 
รายละเอียดติดต่อที่   อาจารย์อริยะ   สุพรรณเภษัช
                                โรงเรียนถนอมพิศวิทยา
1808 ม.11 ระหว่างซอยลาดพร้าว 62 และ 64              
ถ.ลาดพร้าว ต.วังทองหลาง   อ.วังทองหลาง   
กทม. 10310   โทร.  081-8033630 
 

 

       นอกจากนี้สมองแบ่งออกเป็นสมองซีกซ้ายและซีกขวา สมองซีกซ้ายจะควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซีกขวา ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซีกซ้าย ซึ่งรายละเอียดจะกล่าวถึงในบทต่อไป


ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *





Copyright © 2010 All Rights Reserved.

โรงเรียนถนอมพิศวิทยา
ที่อยู่ :  เลขที่1810 เขต :  วังทองหลาง แขวง : วังทองหลาง
จังหวัด :กรุงเทพมหานคร.     รหัสไปรษณีย์ : 10310
เบอร์โทร : 02-5394968      มือถือ :  0818033630
อีเมล : ariyasound@thaimail.com
เว็บไซต์ : www.ariyasound.com